ไวยากรณ์ภาษาญี่ปุ่น
ห้องเรียนภาษาญี่ปุ่นออนไลน์


ไวยากรณ์ภาษาญี่ปุ่น
 บทที่ 1 ภาพรวม
 บทที่ 2 คำนาม
 บทที่ 3 คำกริยา
 บทที่ 4 คำคุณศัพท์
 บทที่ 5 คำขยายคำหลัก
 บทที่ 6 คำวิเศษณ์
 บทที่ 7 คำเชื่อม
 บทที่ 8 คำอุทาน
 บทที่ 9 คำกริยานุเคราะห์
 บทที่ 10 คำช่วย
 บทที่ 11 คำสุภาพ
 บทที่ 12 คำเลียนเสียง
 บทที่ 13 คำเลียนอาการ
 บทที่ 14 สำนวนแสดงอารมณ์


ภาคผนวก
 บทที่ 15 คำช่วย て




 
บทที่ 3 คำกริยา อ่าน 124,803 ครั้ง

คำกริยา

เป็นคำอิสระที่สามารถผันได้ สามารถใช้เป็นคำแสดง (述語 : jutsugo)ในประโยค เพื่อบอกเล่าการกระทำ อาการ หรือการมีอยู่

คำกริยาในสถานะปกติ จะลงท้ายด้วยเสียง 「ウ : u」 เสมอ เช่น
: warau : หัวเราะ
: kaku : เขียน
: neru : นอน
ชนิดและหน้าที่ของคำกริยา
  1. อกรรมกริยา ( 自動詞 : jidoushi )
    เป็นคำแสดงกริยาหรือการเคลื่อนไหวที่เกิดผลอยู่ประธานเท่านั้น ไม่ได้ส่งผลบุคคลอื่นหรือสิ่งอื่น

    ดังนั้น ในประโยคจึงจะไม่มีคำช่วย 「を」 ที่เป็นคำช่วยที่ชี้กรรมของประโยค ตัวอย่างเช่น
    雨が降る : ame ga furu : ฝนตก
    花が咲く : hana ga saku : ดอกไม้บาน

  2. สกรรมกริยา ( 他動詞 : tadoushi )
    เป็นคำแสดงกริยาที่ไม่ได้ส่งผลไปยังประธาน แต่ผลของกริยาหรือการเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้น จะเกิดกับบุคคลอื่นหรือสิ่งอื่นโดยตรง หรือเป็นการทำหรือสร้างให้เกิดขึ้น

    ตามปกติจะใช้คำช่วย 「を」เพื่อชี้ว่าผลของกริยานั้นเกิดขึ้นกับบุคคลหรือสิ่งของใด เช่น
    本を読む : hon o yomu : อ่านหนังสือ
    窓を開ける : mado o akeru : เปิดหน้าต่าง

  3. กริยาแสดงความเป็นไปได้ ( 可能動詞 : kanoudoushi)
    เป็นคำกริยาที่ผันรูปเพื่อแสดงความหมายว่าสามารถทำ ... ได้

    โดยคำกริยาที่จะผันเช่นนี้ได้ จะต้องเป็นคำกริยาในกลุ่มที่ 1 เท่านั้น ซึ่งเมื่อผันเสร็จแล้ว คำกริยาที่เกิดขึ้นใหม่จะจัดอยู่ในกลุ่มที่ 2 เช่น
    動く : ugoku : เคลื่อนที่ → 動ける : ugokeru : เคลื่อนที่ได้
    聞く : kiku : ฟัง → 聞ける : kikeru : ฟังได้
    หมายเหตุ : คำกริยากลุ่มที่ 1 และ 2 เป็นการจัดกลุ่มตามวิธีการผันคำ ซึ่งมีรายละเอียดอยู่ตอนท้ายของบทนี้

  4. กริยาสนับสนุน ( 補助動詞 : hojo doushi หรือ 形式動詞 : keishiki doushi )
    มีความหมายของคำเดิมเหลืออยู่น้อยมาก ใช้เป็นเพียงคำเสริมในประโยคเท่านั้น ใช้ร่วมกับคำว่า ~て หรือ ~で เช่น
    私は日本人である : watashi wa nihonjin de aru : ฉันเป็นคนญี่ปุ่น
    ある เป็นคำกริยาแปลว่า มี ซึ่งไม่เหลือความหมายเดิมอยู่ในประโยค
    風が吹いている : kaze ga fuite iru : ลมกำลังพัด
    いる เป็นคำกริยาแปลว่า อยู่ ซึ่งไม่เหลือความหมายเดิมอยู่ในประโยค

    นอกจากนี้ คำกริยาบางคำจะใช้แสดงความหมายเพื่อยืนยัน หรือแสดงท่าที หรือแสดงความมุ่งมั่นในทำกริยานั้น เช่น
    ある、いく、いる、おく、くる、みる、もらう

    ยกตัวอย่างเช่น
    勉強をしておく : benkyou o shite oku : จะเรียนไว้
    勉強してみる : benkyou shite miru : จะลองเรียนดู

การผันคำกริยา

คำกริยาสามารถผันรูป และใช้กับคำกริยานุเคราะห์ (jodoushi) เพื่อให้เกิดความหมายใหม่ได้

【คำกริยา】 【ผันรูป】 + 【คำกริยานุเคราะห์】 【เกิดความหมายใหม่】
คำกริยาสามารถผันได้ 6 รูปแบบ ดังนี้
  1. ฟอร์มที่ยังไม่เสร็จ ( 未然形 : mizenkei )
    เป็นการผันเพื่อให้เกิดความในเชิงปฏิเสธ ให้กระทำ หรือชักชวน เป็นต้น โดยใช้ร่วมกับคำกริยานุเคราะห์ (jodoushi) คือ
    ない、せる、させる、れる、られる、う、よう

  2. ฟอร์มที่ตามด้วยคำแสดง (連用形 : renyoukei)
    เป็นการผันคำกริยาเพื่อใช้นำหน้าคำแสดง (yougen) เพื่อใช้ในการจบท้ายประโยค โดยจะใช้ร่วมกับคำกริยานุเคราะห์ (jodoushi) คือ
    ます、た、だ

  3. ฟอร์มจบ (終止形 : shuushikei)
    เป็นต้นศัพท์ก่อนการผัน จึงไม่ต้องใช้ร่วมกับคำกริยานุเคราะห์ จะใช้ในการจบท้ายประโยค และใช้เป็นรูปแบบในพจนานุกรม

  4. ฟอร์มที่ตามด้วยคำหลัก (連体形 : rentaikei)
    เป็นการผันคำกริยาเพื่อใช้นำหน้าคำหลัก (taigen) เช่น
    とき
    หรือในภาษาเก่าจะผันเพื่อใช้จบประโยค โดยใช้ร่วมกับคำช่วยเกี่ยวเนื่อง (kakarijoshi) คือ
    ぞ、なむ、や、か
    หรือใช้ร่วมกับคำช่วย คือ
    か、ぞ

  5. ฟอร์มสมมุติ (仮定形 : kateikei)
    เป็นการผันคำกริยาให้มีความหมายสมมุติที่เป็นเหตุเป็นผลกับประโยคต่อท้าย โดยจะใช้ร่วมกับคำกริยานุเคราะห์ (jodoushi) คือ


  6. ฟอร์มคำสั่ง (命令形 : meireikei)
    เป็นการผันคำกริยาให้มีความหมายเป็นการสั่ง

การผันแบบ 5 ขั้น 1 ขั้น (五段・一段 : godan ichidan)

ในการผันคำกริยาให้อยู่ในฟอร์ม 6 แบบข้างต้น สามารถจำแนกคำกริยาออกเป็น 5 กลุ่ม ตามวิธีการผัน ดังนี้
  1. ผัน 5 ขั้น ( 五段活用 : godan katsuyou )
    คือกลุ่มคำกริยาที่สามารถผันได้ 5 เสียง
    เช่น คำว่า 行く (iku : ไป) สามารถผันได้ครบทั้ง 5 เสียง คือ เสียง a, i, u, e, o
  2. ผัน 1 ขั้น ตัวบน ( 上一段活用 : kami ichidan katsuyou )
    คือกลุ่มคำกริยาที่สามารถผันได้เพียง 1 เสียง ซึ่งเป็นเสียง i เช่น 見る (mi-ru)
  3. ผัน 1 ขั้น ตัวล่าง ( 下一段活用 : shimo ichidan katsuyou )
    คือกลุ่มคำกริยาที่สามารถผันได้เพียง 1 เสียง ซึ่งเป็นเสียง e เช่น 食べる (ta-be-ru)
  4. ผันคำพิเศษแถว ka ( カ変活用 : ka hen katsuyou )
    ซึ่งมีเพียง 1 คำที่ผันในวิธีพิเศษ คือ 来る (kuru : มา)
  5. ผันคำพิเศษแถว sa ( サ変活用 : sa hen katsuyou )
    ซึ่งมีเพียง 1 คำที่ผันในวิธีพิเศษ คือ する (suru : ทำ)

ประเภทและตัวอย่างวิธีการผันคำกริยา


ประเภทคำกริยาต้นศัพท์ฟอร์มในการผัน
MizenRenyoShuushiRentaiKateiMeirei
5 ขั้น読む

1 ขั้น ตัวบน見るみるみるみれみろ
みよ
1 ขั้น ตัวล่าง食べるべるべるべれべろ
べよ
แถว ka พิเศษ来るくるくるくれこい
แถว sa พิเศษする

するするすれしろ
せよ


การผันแบบ -u verb , -iru / -eru verb

เนื่องจากวิธีการผันคำกริยา 6 รูปแบบ (Mizenkei, Renyoukei ....) และการจัดกลุ่มคำแบบ 5 ขั้น 1 ขั้น (Godan ichidan) ตามหลักไวยากรณ์ญี่ปุ่นที่อธิบายข้างต้น มีความสลับซับซ้อน และยากลำบากในการจดจำ

ดังนั้น ในการเรียนการสอนภาษาญี่ปุ่นให้กับชาวต่างชาติ ซึ่งใช้อักษรโรมาจิเป็นหลัก (คือเขียนด้วยตัวอักษรภาษาอังกฤษ) จึงมักใช้วิธีดังนี้

  • การจัดกลุ่ม
    แบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ
    1. คำกริยากลุ่มที่ 1
      คือคำที่ลงท้ายด้วยเสียง u แต่ไม่รวมถึงคำที่ลงท้ายด้วยเสียง iru และ eru จัดอยู่ในกลุ่มที่ 2
    2. คำกริยากลุ่มที่ 2
      คือคำกริยาที่ลงท้ายด้วยเสียง iru หรือ eru (เว้นแต่คำบางคำที่จัดอยู่ในกลุ่มที่ 1)
    3. คำกริยากลุ่มที่ 3
      คือคำที่มีวิธีการผันเป็นกรณีพิเศษ ซึ่งมีเพียง 2 คำ คือ 来る (kuru) และ する (suru)

  • วิธีการผัน
    แบ่งกลุ่มการผัน ตามเสียงและหรือความหมาย เป็น 7 รูปแบบ คือ
    1. dic form หรือฟอร์มในรูปพจนานุกรม เช่น
      書く (kaku : เขียน)
    2. nai form เช่น
      書かない (kakanai : ไม่เขียน)
    3. masu form เช่น
      書きます (kakimasu : เขียน (สุภาพ)) 書きません (kakimasen : ไม่เขียน (สุภาพ))
      書きましょう (kakimashou : เขียนกันเถอะ (สุภาพ)) 書きたい (kakitai : อยากเขียน)
    4. ta form หรือ te form เช่น
      書いた (kaita : เขียนแล้ว (อดีต)) 書いたら (kaitara : ถ้าเขียน)
    5. ba form เช่น
      書けば (kakeba : ถ้าเขียน) 書けたら (kaketara : ถ้าได้เขียน)
    6. form คำสั่ง เช่น
      書け (kake : เขียน (คำสั่ง))
    7. you form เช่น
      書こう (kakou : เขียนกันเถอะ)
 dic formnai formmasu formta form / te formba formform คำสั่งyou form
กลุ่ม
ที่
1
~う
au
ない
awanai
ます
aimasu

atta

atte

aeba

ae

aou
~く
kaku
ない
kakanai
ます
kakimasu

kaita

kaite

kakeba

kake

kakou
~ぐ
oyogu
ない
oyoganai
ます
oyogimasu

oyoida

oyoide

oyogeba

oyoge

oyogou
~す
yurusu
ない
yurusanai
ます
yurushimasu

yurushita

yurushite

yuruseba

yuruse

yurusou
~つ
tatsu
ない
tatanai
ます
tachimasu

tatta

tatte

tateba

tate

tatou
~ぬ
shinu
ない
shinanai
ます
shinimasu

shinda

shinde

shineba

shine

shinou
~ぶ
tobu
ない
tobanai
ます
tobimasu

tonda

tonde

tobeba

tobe

tobou
~む
yomu
ない
yomanai
ます
yomimasu

yonda

yonde

yomeba

yome

yomou
~る
hairu
ない
hairanai
ます
hairimasu

haitta

haitte

haireba

haire

hairou
กลุ่ม
ที่
2
(い)

miru
ない
minai
ます
mimasu

mita

mite
れば
mireba

miro
よう
miyou
(え)

taberu
ない
tabenai
ます
tabemasu

tabeta

tabete
れば
tabereba

tabero
よう
tabeyou
กลุ่ม
ที่
3
するする
suru
しない
shinai
します
shimasu
した
shita
して
shite
すれば
sureba
しろ
shiro
しよう
shiyou
くるくる
kuru
こない
konai
きます
kimasu
きた
kita
きて
kite
これば
koreba
こい
koi
こよう
koyou

ข้อยกเว้น คำกริยา 行く (いく) ผันในรูป ta form / te form เป็น 行った (いった) และ 行って (いって)ซึ่งต้องแยกจำเป็นพิเศษ

การผันคำกริยา มีความจำเป็นอย่างยิ่งในการพูดภาษาญี่ปุ่นที่เป็นสำนวนยาวๆ หรือในกรณีที่ต้องบ่งบอกความรู้สึก ซึ่งตารางข้างต้นนี้ มีหลักเกณฑ์ในการผันคำที่ค่อนข้างชัดเจน ผู้เรียนจึงควรจดจำหลักเกณฑ์ และฝึกฝนให้สามารถผันคำกริยาได้อย่างถูกต้องทุกรูปแบบ


คำกริยาที่ออกเสียงเหมือนกัน แต่อยู่คนละกลุ่ม

กลุ่มที่ 1กลุ่มที่ 2
切る (kiru : ตัด)着る (kiru : สวม)
帰る (kaeru : กลับ)変える (kaeru : เปลี่ยน)
要る (iru : ต้องการ)居る (iru : อยู่)
練る (neru : นวด)寝る (neru : นอน)

ดังนั้น การผันคำกริยาข้างต้น จึงต้องผันให้ถูกต้องตามกลุ่มด้วย เช่น
  • 要る (iru : ต้องการ) ต้องผันเป็น 要りません (irimasen : ไม่ต้องการ)
  • 居る (iru : อยู่) ต้องผันเป็น 居ません (imasen : ไม่อยู่)

Total views : 1,397,473

เรียนภาษาญี่ปุ่นด้วยตนเอง
website    facebook    youtube    E-mail

Copyright © J-Campus.com