ไวยากรณ์ภาษาญี่ปุ่น
ห้องเรียนภาษาญี่ปุ่นออนไลน์


ไวยากรณ์ภาษาญี่ปุ่น
 บทที่ 1 ภาพรวม
 บทที่ 2 คำนาม
 บทที่ 3 คำกริยา
 บทที่ 4 คำคุณศัพท์
 บทที่ 5 คำขยายคำหลัก
 บทที่ 6 คำวิเศษณ์
 บทที่ 7 คำเชื่อม
 บทที่ 8 คำอุทาน
 บทที่ 9 คำกริยานุเคราะห์
 บทที่ 10 คำช่วย
 บทที่ 11 คำสุภาพ
 บทที่ 12 คำเลียนเสียง
 บทที่ 13 คำเลียนอาการ
 บทที่ 14 สำนวนแสดงอารมณ์


ภาคผนวก
 บทที่ 15 คำช่วย て




 
บทที่ 10 คำช่วย อ่าน 323,725 ครั้ง
คำช่วย (助詞 : joshi)

เป็นคำพ่วง (zokugo) ที่ไม่ผันรูป ใช้ตามหลังคำอิสระ (jiritsugo) เพื่ออธิบายความสัมพันธ์กับคำนั้นกับคำอื่นในประโยค หรือเพื่อเติมความหมายให้กับคำอิสระ แบ่งเป็น 4 ประเภทคือ  
  1. คำช่วยสถานะ (格助詞 : kakujoshi)
    เป็นคำที่ต่อท้ายคำหลัก (taigen) เพื่อแสดงว่าคำหลักนั้นมีสถานะเกี่ยวข้องกับคำอื่นในประโยคอย่างไร ประกอบด้วย 10 คำ คือ
    よりから

    หน้าที่ของคำช่วยสถานะ

    • เป็นคำช่วยขั้นพื้นฐานที่สุด สามารถใช้ในประโยคที่ภาคแสดงเป็นคำกริยา คำคุณศัพท์ หรือคำนาม ก็ได้

      • ชี้ประธาน

        本を読みます
        Watashi ga hon o yomimasu
        ฉันอ่านหนังสือ

        きれいです
        Sakura ga kirei desu
        ดอกซากุระสวย

      • ชี้กรรม ในกรณีที่ใช้กับคำกริยาหรือคำคุณศัพท์บางชนิด

        日本語わかりません
        Nihongo ga wakarimasen
        ไม่เข้าใจภาษาญี่ปุ่น

        りんご好きです
        Ringo ga suki desu
        ชอบแอปเปิ้ล

    • เป็นคำช่วยชี้ความสัมพันธ์ หรือเปลี่ยนสถานะกริยาวลีเป็นนามวลี หรือชี้ประธานในนามวลี

      • ชี้ความสัมพันธ์

        これは私本です
        Kore wa watashi no hon desu
        นี่คือหนังสือของฉัน

        日本語 先生は田中さんです
        Watashi no nihongo no sensei wa Tanaka san desu
        อาจารย์ภาษาญี่ปุ่นของฉันคือคุณทานากะ

        バンコク気温は三十五度です
        Bankoku no natsu no kion wa sanjuugo do desu
        อุณหภูมิในหน้าร้อนของกรุงเทพคือ 35 องศา

      • เปลี่ยนสถานะกริยาวลีเป็นนามวลี

        友達が来るを待っています
        Tomodachi ga kuru no o matte imasu
        กำลังรอเพื่อนมา

        私は本を読むが好きです
        Watashi wa hon o yomu no ga suki desu
        ฉันชอบอ่านหนังสือ

      • ชี้ประธานในนามวลี

        きみ探している物は財布ですか
        Kimi no sagashiteiru mono wa saifu desu ka
        สิ่งที่เธอกำลังหาคือกระเป๋าสตางค์หรือเปล่า

        咲く頃に、もう一度会いましょう
        Sakura no saku koro ni, mou ichido aimashou
        แล้วพบกันอีกครั้งหนึ่งช่วงที่ซากุระบาน

    • เป็นคำช่วยที่ใช้กับประโยคที่มีภาคแสดงเป็นคำกริยาเท่านั้น

      • ชี้สิ่งที่กล่าวถึง ซึ่งจะเป็นการกระทำโดยตรงหรือเป็นนามธรรมก็ได้

        読む
        Hon o yomu
        อ่านหนังสือ

        愛する
        Hito o ai suru
        รักเพื่อนมนุษย์

        うそ言う
        Uso o iu
        พูดโกหก

        かぜ引く
        Kaze o hiku
        เป็นหวัด

      • ชี้สถานที่ซึ่งเกิดการเดินทาง (คำกริยาเป็นอกรรมกริยา)

        道路渡る
        Douro o wataru
        ข้ามถนน

        歩道歩く
        Hodou o aruku
        เดินบนทางเท้า

      • ชี้สถานที่ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้น (คำกริยาเป็นอกรรมกริยา)

        部屋出る
        Heya o deru
        ออกจากห้อง

        空港出発する
        Kuukou o shuppatsu suru
        ออกเดินทางจากสนามบิน

      • ชี้บุคคลหรือสิ่งที่ถูกกระทำ

        満足させる
        Kyaku o manzoku saseru
        ทำให้แขกพอใจ

        子供笑わせる
        Kodomo o warawaseru
        ทำให้เด็กหัวเราะ

    • เป็นคำช่วยที่มีลักษณะการใช้งานหลายรูปแบบ

      • ชี้สถานที่ปลายทาง มีความหมายคล้ายกันกับ へ

        帰る
        Ie ni kaeru
        กลับบ้าน

        部屋戻る
        Heya ni modoru
        กลับห้อง

      • ชี้สถานที่ซึ่งผลของการกระทำคงเหลืออยู่

        ホテル泊まる
        Hoteru ni tomaru
        นอนที่โรงแรม

        学校いる
        Gakkou ni iru
        อยู่ที่โรงเรียน

      • ชี้บุคคลหรือสิ่งที่เป็นเป้าหมาย

        他人頼る
        Tanin ni tayoru
        พึ่งคนอื่น

        詳しい
        Kuruma ni kuwashii
        เชี่ยวชาญเรื่องรถยนต์

      • ชี้ฝ่ายตรงข้ามที่เป็นคู่กรณี
        และหากมีคำช่วย を จะหมายถึงทิศทางด้วย

        友達会う
        Tomodachi ni au
        พบเพื่อน

        恋人手紙を書く
        Koibito ni tegami o kaku
        เขียนจดหมายถึงแฟน

      • ชี้ผู้ที่มีอุปการะ (ผู้ที่ทำให้)

        先生日本語を教わる
        Sensei ni nihongo o osowaru
        เรียนภาษาญี่ปุ่นจากอาจารย์

        友達プレゼントをもらった
        Tomodachi ni purezento o moratta
        ได้รับของขวัญจากเพื่อน

      • ชี้เวลาที่เกิดการกระทำ

        十一時寝る
        Juuichi ji ni neru
        นอนตอน 11 น.

        去年生まれた
        Kyonen ni umareta
        เกิดเมื่อปีที่แล้ว

      • ชี้สาเหตุ

        濡れる
        Ame ni nureru
        เปียกฝน

        驚く
        Oto ni odoroku
        ตกใจเสียง

      • ชี้สิ่งเปรียบเทียบ

        似ている
        Oya ni nite iru
        เหมือนกับพ่อแม่

        は難しい
        Watashi ni wa muzukashii
        ยากสำหรับฉัน

      • ชี้ผลที่เปลี่ยนแปลง

        円をバーツ替える
        En o baatsu ni kaeru
        แลกเงินเยนเป็นบาท

        普段着着替える
        Fudangi ni kigaeru
        เปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดอยู่กับบ้าน

      • ชี้บุคคลที่ถูกใช้ให้ทำ

        子供勉強をさせる
        Kodomo ni benkyou o saseru
        ให้ลูกเรียนหนังสือ

        友達行かせる
        Tomodachi ni ikaseru
        ให้เพื่อนไป

      • ชี้บุคคลที่เป็นผู้กระทำ (คำกริยาผันอยู่ในรูปถูกกระทำ)

        先生しかられる
        Sensei ni shikarareru
        ถูกอาจารย์ดุ

        友達騙された
        Tomodachi ni damasareta
        ถูกเพื่อนหลอก

    • เป็นคำช่วยเพื่อใช้ชี้ทิศทาง โดยมีรูปแบบการใช้งานคล้ายกับ ในความหมายสถานที่ปลายทาง

      • ชี้ทิศทาง

        日本行きたい
        Nihon e ikitai
        อยากไปญี่ปุ่น

        どこか行こう
        Doko ka e ikou
        ไปที่ไหนซักแห่งกันเถอะ

    • เป็นคำช่วยที่มีลักษณะการใช้งานหลายรูปแบบดังนี้

      • ชี้สถานที่ซึ่งเกิดการกระทำ

        学校勉強する
        Gakkou de benkyou suru
        เรียนที่โรงเรียน

        食堂ご飯を食べる
        Shokudou de gohan o taberu
        ทานข้าวที่โรงอาหาร

      • ชี้เครื่องมือหรือวิธีการ

        スプーンご飯を食べる
        Supuun de gohan o taberu
        ทานข้าวด้วยช้อน

        日本語話しましょう
        Nihongo de hanashimashou
        พูดด้วยภาษาญี่ปุ่นกันเถอะ

      • ชี้กรอบหรือจุดสิ้นสุดขอบเขต

        三十分食べます
        Sanjuppun de tabemasu
        ทานใน 30 นาที

        このドラマは今日終わります
        Kono dorama wa kyou de owarimasu
        ละครเรื่องนี้จบในวันนี้

      • ชี้หลักเกณฑ์

        三個百円
        Sanko de hyakuen
        สามชิ้นร้อยเยน

        日本円千円です
        Nihon-en de sen-en desu
        1,000 เยน ด้วยเงินเยน

      • ชี้สาเหตุหรือหลักฐาน

        かぜ学校に行かなかった
        Kaze de gakkou ni ikanakatta
        ไม่ไปโรงเรียนเพราะเป็นหวัด

        わかる
        Koe de wakaru
        ทราบจากเสียง

      • ชี้สภาพหรืออาการ

        はだし歩く
        Hadashi de aruku
        เดินเท้าเปล่า

        びっくりした顔話す
        Bikkuri shita kao de hanasu
        พูดด้วยหน้าตาตกใจ

      • ชี้ผู้กระทำ

        みんな行きましょう
        Minna de ikimashou
        ไปด้วยกันทุกคนเถอะ

        私たち作ります
        Watashitachi de tsukurimasu
        พวกเราจะเป็นคนทำ
      • ชี้วัตถุดิบ

        テーブルは木つくられた
        Teeburu wa ki de tsukurareta
        โต๊ะทำจากไม้





    • มีความหมายในเชิงคำว่า "กับ"

      • ชี้ความสัมพันธ์

        私は彼結婚する
        Watashi wa kare to kekkon suru
        ฉันจะแต่งงานกับเขา

        友達話す
        Tomodachi to hanasu
        พูดกับเพื่อน

      • ชี้บุคคลที่ร่วมทำด้วยกัน

        子供遊ぶ
        Kodomo to asobu
        เล่นกับลูก

        動物園に行く
        Kare to doubutsuen ni iku
        ไปสวนสัตว์กับเขา

    • から เป็นคำช่วยที่มีความหมายในเชิงคำว่า "จาก"

      • ชี้จุดเริ่มต้น

        私はタイから来ました
        Watashi wa tai kara kimashita
        ฉันมาจากประเทศไทย

        会社は九時から始まります
        Kaisha wa kuji kara hajimarimasu
        บริษัทเริ่มตั้งแต่เวลา 9 นาฬิกา

        最初からやり直します
        Saisho kara yari naoshimasu
        เริ่มทำใหม่ตั้งแต่ต้น

        あなたから話してください
        Anata kara hanashite kudasai
        เชิญพูดเริ่มจากคุณ

      • ชี้ฝ่ายตรงข้าม

        先生から聞きました
        Sensei kara kikimashita
        ได้ยินจากอาจารย์

        友達から本を買いました
        Tomodachi kara hon o kaimasita
        ซื้อหนังสือจากเพื่อน

      • ชี้ผู้มีอุปการะ

        お父さんからもらいました
        otousan kara moraimasita
        ได้รับจากคุณพ่อ

        友達から借ります
        Tomodachi kara karimasu
        ยืมจากเพื่อน

      • ชี้วัตถุดิบ

        チーズは牛乳からつくられた
        Chiizu wa gyuunyuu kara tsukurareta
        เนยแข็งทำมาจากนม

        みかんからジュースをつくる
        mikan kara juusu o tsukuru
        ทำน้ำผลไม้จากส้ม

      • ชี้หลักฐาน เหตุผล

        指紋から犯人が逮捕された
        Shimon kara hannin ga taiho sareta
        คนร้ายถูกจับจากรอยนิ้วมือ





      • ชี้ผู้กระทำ

        から送ってきました
        Imouto kara okuttekimashita
        น้องสาวส่งมา





      • ชี้ผู้กระทำ ในกรณีที่คำกริยาผันอยู่ในรูปถูกกระทำ

        先生からほめられました
        Sensei kara homeraremashita
        ถูกชมจากกอาจารย์

        みんなから笑われました
        Minna kara warawaremashita
        ถูกหัวเราะจากทุกคน

    • まで เป็นคำช่วยที่ใช้ร่วมกับ から เพื่อชี้กรอบ ขอบเขต หรือจุดที่สิ้นสุด

      • ใช้ได้กับคำที่เกี่ยวกับสถานที่ เวลา หรือเรืองอื่นๆทั่วไป

        東京から大阪まで運転しました
        Toukyo kara oosaka made unten shimashita
        ขับรถตั้งแต่โตเกียวถึงโอซากา

        きのうから今朝まで雨が降りました
        Kinou kara kesa made ame ga furimashita
        ฝนตกตั้งแต่เมื่อวานจนถึงเช้าวันนี้

        冬休みは来週までです
        Fuyu yasumi wa raishuu made desu
        วันหยุดฤดูหนาวถึงสัปดาห์หน้า

    • より เป็นคำช่วยชี้การเปรียบเทียบ หรือจุดเริ่มต้น

      • ชี้การเปรียบเทียบ

        カタカナはひらがなより難しいです
        Katakana wa hiragana yori muzukashii desu
        คาตาคานะยากกว่าฮิรางานะ

        より弟のほうが背が高いです
        Watashi yori otouto no hou ga se ga takai desu
        น้องชายสูงกว่าฉัน

      • ชี้จุดเริ่มต้น หรือที่มา

        これより始めます
        Kore yori hajimemasu
        จะเรื่ม ณ บัดนี้

        辞書より引用します
        Jisho yori in-you shimasu
        อ้างอิงจากพจนานุกรม

    • เป็นคำช่วยชี้สิ่งคู่ขนาน

      • ชี้สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นคู่ขนาน

        私は本新聞を読む
        Watashi wa hon ya shinbun o yomu
        ฉันอ่านหนังสือและหนังสือพิมพ์






  2. คำช่วยเชื่อม (接続助詞 : setsuzoku joshi)
    ทำหน้าที่ต่อท้ายคำแสดง (yougen) และคำกริยานุเคราะห์ เพื่อมีความหมายเชื่อมต่อกับคำหรือวลีที่ตามมา เช่น
    てものでから
    けれどながらたり

    หน้าที่ของคำช่วยเชื่อม

    • แสดงความหมายสอดคล้องแบบสมมุติ
      練習すれ、うまくなります
      Renshuu sureba, umaku narimasu
      ถ้าฝึกซ้อม ก็จะเก่ง

    • แสดงความหมายขัดแย้งแบบสมมุติ
      練習して、うまくならないでしょう
      Renshuu shitemo, umaku naranai deshou
      ถึงฝึกซ้อม ก็คงไม่เก่ง

    • ので แสดงความหมายสอดคล้องอย่างยืนยัน
      練習したので、うまくなりました
      Renshuu shita node, umaku narimashita
      เนื่องจากฝึกซ้อม จึงเก่งขึ้น

    • แสดงความหมายขัดแย้งอย่างยืนยัน
      練習した、うまくなりませんでした
      Renshuu shita ga, umaku narimasen deshita
      ฝึกซ้อมแล้ว แต่ก็ไม่เก่งขึ้น

    • แสดงความหมายคู่ขนาน
      彼はサッカーもできる、テニスもできます
      Kare wa sakkaa mo dekiru shi, tenisu mo dekimasu
      เขาเล่นฟุตบอลก็ได้ และเล่นเทนนิสก็ได้


  3. คำช่วยเกี่ยวเนื่อง (係助詞 : kakari joshi)
    ใช้ต่อท้ายคำศัพท์ต่างๆ เพื่อเน้นย้ำความหมาย เช่น
    こそさえでもしか

    หน้าที่ของคำช่วยเกี่ยวเนื่อง

    • แสดงการจำแนกความแตกต่างกับสิ่งอื่น
      これ私の本です
      Kore wa watashi no hon desu
      นี่คือหนังสือของฉัน

    • แสดงความหมายเสริม คู่ขนาน หรือเน้นย้ำ
      タイ人です
      Watashi mo taijin desu
      ฉันก็เป็นคนไทย

      これしたい、あれしたい
      Kore mo shitai, are mo shitai
      นี่ก็อยากทำ โน่นก็อยากทำ

    • こそ แสดงการเน้นย้ำ
      今日こそ勉強します
      Kyou koso benkyou shimasu
      จะเรียนวันนี้ล่ะ

    • さえ แสดงการอุปมา การจำกัด หรือการเสริม
      彼でさえわからない
      Kare de sae wakaranai
      ขนาดเขา ยังไม่รู้

    • でも แสดงการอุปมา หรือยกตัวอย่าง
      映画館でも行きましょうか
      Eigakan demo ikimashou ka
      ไปโรงหนังกันดีไหม

    • しか แสดงการจำกัด
      英語しか話せません
      Eigo shika hanasemasen
      พูดได้เฉพาะภาษาอังกฤษเท่านั้น


  4. คำช่วยวิเศษณ์ (副助詞 : fukujoshi)
    ใช้ต่อท้ายคำนาม คำวิเศษณ์ หรือคำช่วยสถานะ เพื่อช่วยขยายความในลักษณะของคำวิเศษณ์ เช่น
    なりやらほどくらい
    だけまでばかりなど

    หน้าที่ของคำช่วยวิเศษณ์

    • なり แสดงการเลือก หรือยกตัวอย่าง
      本を読むなり音楽を聞くなりゆっくり休んでください
      Hon o yomu nari ongaku o kiku nari yukkuri yasunde kudasai
      พักผ่อนสบายๆ โดยจะอ่านหนังสือหรือจะฟังเพลงก็ได้

    • やら แสดงการไม่ยืนยัน หรือแสดงรายการ
      ペンやら鉛筆やらを買いました
      Pen yara enpitsu yara o kaimashita
      ซื้อปากกาบ้างดินสอบ้าง

    • ほど แสดงปริมาณหรือสัดส่วน
      八時間ほど寝ました
      Hachi jikan hodo nemashita
      นอนประมาณ 8 ชั่วโมง

    • くらい แสดงปริมาณหรือยกตัวอย่าง
      このくらいなら高くないです
      Kono kurai nara takakunai desu
      ถ้าขนาดนี้ ก็ไม่แพง

    • だけ แสดงปริมาณหรือความจำกัด
      だけが日本語を話せます
      Watashi dake ga nihongo o hanasemasu
      ฉันเท่านั้นพูดภาษาญี่ปุ่นได้

    • まで แสดงขอบเขต การจำกัด หรือการเสริม
      夏休みは今日までです
      Natsu yasumi wa kyou made desu
      วันหยุดฤดูร้อนถึงวันนี้เท่านั้น

    • ばかり แสดงปริมาณหรือการจำกัด
      五分ばかり待つと雨が止みました
      Gofun bakari matsu to ame ga yamimashita
      รอประมาณ 5 นาที ฝนก็หยุดตก

    • など แสดงปริมาณ หรือไม่ให้ความสำคัญ
      ピアノやバイオリンなどを習いたいです
      Piano ya Baiorin nado o naraitai desu
      อยากเรียนเปียนโนหรือไวโอลินเป็นต้น

      などと話しても、意味がありません
      Kare nado to hanashite mo, imi ga arimasen
      ถึงจะพูดกับเขา ก็ไม่มีประโยชน์อะไร


  5. คำช่วยจบ (終助詞 : shuujoshi)
    ทำหน้าที่จบท้ายประโยคหรือวลี เพื่อแสดงอารมณ์หรือความตั้งใจ เช่น
    ともね(ねえ)

    หน้าที่ของคำช่วยจบ

    • แสดงความหมายสั่งห้าม หรือแสดงอารมณ์
      勝手に食べる
      Katte ni taberu na
      อย่าทานโดยพลการ

      アイスクリームを食べたい
      Aisukuriimu o tabetai na
      อยากทานไอศครีมจัง

    • แสดงคำถาม ความสงสัย หรืออารมณ์
      これは何です
      Kore wa nan desu ka
      นี่คืออะไร

      誰がこんな質問を答える
      Dare ga konna shitsumon o kotaeru ka
      ใครจะไปตอบคำถามแบบนี้

    • แสดงคำถาม หรือการยืนยัน
      この漢字は何と読む
      Kono kanji wa nan to yomu no
      คันจิตัวนี้อ่านว่าอะไรหรือ

      それは「ニホン」と読む
      Sore wa "Nihon" to yomu no
      นั่นอ่านว่า "นิฮง"

    • แสดงความมุ่งมั่น หรือชักชวน
      来週遊園地に行こう
      Raishuu yuuenchi ni ikou yo
      สัปดาห์หน้าไปสวนสนุกกันเถอะ

      来週遊園地に行く
      Raishuu yuuenchi ni iku yo
      สัปดาห์หน้าจะไปสวนสนุกกันนะ

    • แสดงความหมายมุ่งมั่น
      絶対に合格する
      Zettai ni goukaku suru zo
      จะต้องสอบผ่านให้ได้

    • とも แสดงความหมายมั่นใจ
      今度は成功するとも
      Kondo wa seikou suru tomo
      ครั้งหน้าต้องสำเร็จแน่

    • หรือ ねえ แสดงความหมายตอกย้ำ หรือแสดงอารมณ์
      来週遊園地に行くよ
      Raishuu yuuenchi ni iku yo ne
      สัปดาห์หน้าจะไปสวนสนุกกันแน่ๆนะ

      早く遊園地に行きたいねえ
      Hayaku yuuenchi ni ikitai nee
      อยากไปสวนสนุกกันเร็วๆจังเลยนะ

    • แสดงอารมณ์ หรือความมุ่งมั่น
      彼と別れてよかった
      Kare to wakarete yokatta wa
      เลิกคบกับเขาแล้วดีจริงๆ

    • แสดงการยืนยัน
      この漢字はこうして書くの
      Kono kanji wa kou shite kaku no sa
      คันจิตัวนี้้เขียนแบบนี้นะ

Total views : 1,454,737

เรียนภาษาญี่ปุ่นด้วยตนเอง
website    facebook    youtube    E-mail

Copyright © J-Campus.com