สาระน่ารู้
ทำไมคำช่วย は จึงออกเสียงว่า wa


สาระน่ารู้ และเรื่องดีๆ
>เสียงขุ่นนาสิก : か° き° く° け° こ° สุโก้ย หรือ สุโง่ย
>การบ้านกอด
>ซื้อ? ไม่ซื้อ?
>สัญญา 18 ข้อ ในการใช้ iPhone ระหว่างแม่กับลูกชาย
>25 เรื่องที่เสียใจในยามเสียชีวิต
>การใช้คำว่า ~ている และ ~てある
>ไม่เปิดพจนานุกรม ก็อ่านคันจิได้นะครับ
>มารยาทในการใช้บันไดเลื่อนของชาวญี่ปุ่นที่กำลังเปลี่ยนไป
>วิธีออกเสียง za, ji, zu, ze, zo
>ทำไมคำช่วย は จึงออกเสียงว่า wa
>เด็กหญิงซาดาโกะ กับนกกระเรียนพันตัว
>25 ข้อของหญิงขี้เหร่
>ทำไมคันจิของญี่ปุ่นจึงมีเสียง onyomi หลายเสียง
>55 เรื่องที่ชาวญี่ปุ่นอยากทำก่อนที่พ่อแม่จะเสียชีวิต
>サーカスの象 : ช้างละครสัตว์
>Yubi ori : การนับนิ้วของคนญี่ปุ่น
>วันที่ 6 เดือน 6 อายุ 6 ขวบ : วันแห่งการเรียนศิลปะวิชาการ
>Amida kuji การจับฉลากในสไตล์ของชาวญี่ปุ่น
>เหตุผล 7 ข้อ ที่ชาวต่างชาติคิดว่าภาษาญี่ปุ่นยาก
>เหตุผล 5 ข้อ ที่ชาวต่างชาติคิดว่าภาษาญี่ปุ่นง่าย
>การจับปลาด้วยนกกาน้ำ (鵜飼い : ukai)
>การกล่าวขอโทษด้วยคำว่า sumimasen และ gomennasai
>ธงปลาคาร์ฟ (Koi Nobori) และประเพณีในวันของเด็กผู้ชาย
>กฎหมายเมาแล้วขับ : แค่นั่งไปด้วยก็ติดคุก 3 ปี
>O hanami : เทศกาลชมดอกซากุระ
>มารยาทในการรับประทานอาหารญี่ปุ่น
>ปลาดุกยักษ์กับแผ่นดินไหว : ความเชื่อหรือความจริง
>"ตำนานลับ" ของเป็ดแมนดาริน
>Dango san kyoudai เพลงเด็กอนุบาลที่ขายดีกว่า AKB48 ถึง 2 เท่า
>การให้ช็อกโกแลตในวันวาเลนไทน์ของญี่ปุ่น
>วิธีออกเสียงในภาษาญี่ปุ่นให้ถูกต้อง [กระทู้แนะนำ]
>การทำงานร่วมกับคนญี่ปุ่นอย่างมีประสิทธิภาพ
>กว่าจะมาเป็นเนื้อวัวที่แพงที่สุดในโลก
>"แมลง" กับความเชื่อของคนญี่ปุ่น
>ชาวญี่ปุ่นเขาทำอะไรในวันขึ้นปีใหม่




ทำไมคำช่วย は จึงออกเสียงว่า wa
โดย Webmaster : อ่าน 24975 ครั้ง



ทำไม は ในประโยค ここは... จึงออกเสียงว่า wa
ทำไม へ ในประโยค ここへ... จึงออกเสียงว่า e
และทำไม を ซึ่งอยู่ในแถว「わ」และเขียนโรมาจิว่า wo แต่ออกเสียงว่า o

・・・・・・・・・・・・・・・・・・・・・・・・・・・・・・・・・・・・・・・・・・・・・・・・・・・・・・・・・・

ในสมัยโบราณก่อนจะถึงสมัยนารา ภาษาญี่ปุ่นในแถว「は」จะออกเสียงเป็น「p」คือ pa , pi , pu , pe , po

เมื่อเข้าสู่สมัยนารา เสียงในแถว「は」ได้เปลี่ยนการออกเสียงเป็น「Φ」คล้ายกับเสียง「f」โดยในบทความนี้จะขอเขียนด้วยตัว f แทน คือ fa , fi , fu , fe , fo

ต่อมา ในช่วงปลายสมัยเฮอัน เสียงในแถว「は」ซึ่งอยู่ "ในคำหรือท้ายคำ" ได้เปลี่ยนจากเสียง「Φ」เป็นเสียง「v」เพื่อให้ออกเสียงง่ายขึ้น และเปลี่ยนไปเป็นเสียง「w」เช่นเดียวกันกับในแถว「わ」คือ wa , wi , wu , we , wo

การเปลี่ยนการออกเสียงในแถว「は」นี้ เรียกว่า ハ行転呼 (hagyou tenko) เช่น


・ 腹は (はらは)  อ่านว่า  fa-ra-wa
・ 人へ (ひとへ)  อ่านว่า  fi-to-we
・ あはれ  อ่านว่า  a-wa-re
・ 思ひ出 (おもひで)  อ่านว่า  o-mo-wi-de
・ 買ふ (かふ)  อ่านว่า  ka-wu

ในสมัยคามาคุระ อักษรในแถว「わ」ได้เปลี่ยนเสียงไปเป็น wa , i , u , we , wo
ดังนั้น เสียงในแถว「は」ซึ่งอยู่ในคำหรือท้ายคำ จึงออกเสียงเปลี่ยนไปด้วย (ハ行転呼) เช่น


・ 思ひ出 (おもひで)  อ่านว่า  o-mo-i-de
・ 買ふ (かふ)  อ่านว่า  ka-u

ต่อมาในช่วงต้นของสมัยเอโดะ อักษรในแถว「は」ที่อยู่ "ต้นคำ" ได้เปลี่ยนเสียงจาก「Φ」มาเป็น「h」เช่นเดียวกับปัจจุบัน คือ ha , hi , hu (fu) , he , ho เช่น


・ 腹は (はらは)  อ่านว่า  ha-ra-wa
・ 人へ (ひとへ)  อ่านว่า  hi-to-we

และครั้งสุดท้ายในช่วงกลางศตวรรษที่ 18 อักษรในแถว「わ」ได้เปลี่ยนเสียงเป็น wa , i , u , e , o
เสียงในแถว「は」ซึ่งอยู่ในคำหรือท้ายคำ จึงออกเสียงเปลี่ยนไปด้วย (ハ行転呼) อีกครั้งหนึ่ง เช่น


・ 人へ (ひとへ)  อ่านว่า  hi-to-e

จากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวข้างต้น จึงทำให้คำช่วย 3 คำ คือ は、へ、を ซึ่งถือเสมือนเป็นเสียงที่อยู่ท้ายคำ ออกเสียงเป็น wa, e, o


ภาพรวมการเปลี่ยนแปลงการออกเสียงในแถว「は」


ก่อนนารานาราปลายเฮอันต้นเอโดะ
母(はは)pa-pafa-fafa-waha-wa

หลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญชิ้นหนึ่งเกี่ยวกับการออกเสียงอักษรในแถว「は」คือ การเล่นทายปัญหาที่มีการบันทึกไว้ในสมัยมุโรมาจิ (หลังสมัยเฮอันและคามาคุระ ก่อนสมัยเอโดะ)

การเล่นทายปัญหานี้ ถามไว้ว่า

ははには二たびあいたれども ちちには一度もあわず
กับแม่ จะพบกันสองครั้ง แต่กับพ่อ จะไม่พบกันแม้แต่ครั้งเดียว

คำตอบคือ "ริมฝีปาก" ซึ่งหมายความว่า การออกเสียง はは ริมฝีปากจะติดกัน 2 ครั้ง แต่การออกเสียงว่า ちち ริมฝีปากจะไม่ติดกันเลย

ซึ่งเป็นการพิสูจน์ทฤษฎีที่ว่า คำว่า はは ในสมัยนั้น ไม่ได้ออกเสียงว่า haha เพราะริมฝีปากจะไม่ติดกันเลย แต่ออกเป็นเสียงอื่น คือ fa-wa ซึ่งริมฝีปากจะชนกัน 2 ครั้ง

จากทฤษฎีข้างต้น はは ในช่วงต้นสมัยเอโดะ จะออกเสียงเป็น ha-wa และหลังจากนั้นก็ไม่ควรมีการเปลี่ยนแปลงอีก

การที่ はは ออกเสียงเป็น ha-ha เช่นในปัจจุบันนั้น มีข้อสมมุติฐานหลายอย่าง โดยหนึ่งในนั้นได้สันนิษฐานว่า เป็นการเปลี่ยนเสียงให้ซ้ำกัน เพื่อให้สอดคล้องกับคำอื่นๆ ที่มีความหมายถึงบุคคลในครอบครัว ซึ่งเป็นคำเสียงซ้ำกัน เช่น chi-chi, ba-ba, ji-ji ดังนั้น ha-wa จึงมีการเปลี่ยนเสียงให้ซ้ำกันตามไปด้วยเป็น ha-ha



หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ประเทศญี่ปุ่นมีความคิดจะบูรณาการตัวอักษร (仮名 : kana) ให้เป็นมาตรฐาน โดยปรับปรุงการใช้คานะแบบในอดีต (歴史的仮名遣い : rekishiteki kanatzukai) เสียใหม่ เพื่อให้อักษร 1 ตัว มีเสียงอ่านเพียง 1 เสียง และยกเลิกอักษรที่มีเสียงซ้ำกับอักษรตัวอื่น ซึ่งตามแนวทางในขณะนั้น จะเปลี่ยนคำช่วยที่ออกเสียงว่า「wa」「e」「o」มาใช้เป็นตัวอักษร「わ」「え」「お」เช่น


・ 川わ (かわわ)  อ่านว่า  ka-wa-wa
・ 山え (やまえ)  อ่านว่า  ya-ma-e
・ 水お (みずお)  อ่านว่า  mi-zu-o

แนวทางนี้ถูกคัดค้านอย่างรุนแรง ดังนั้น ในปี พศ.2489 (ปรับปรุงแก้ไขในปี พศ. 2529) คณะรัฐมนตรีจึงประกาศการใช้คานะแบบปัจจุบัน (現代仮名遣い : gendai kanatzukai) โดยกำหนดมาตรฐานต่างๆ รวมถึงการยกเลิกอักษรที่มีเสียงซ้ำกับอักษรอื่น เช่น ゐ (อักษรตัวที่ 2 ในแถว「わ」ซึ่งออกเสียงเดียวกับ い) หรือ ゑ (อักษรตัวที่ 4 ในแถว「わ」ซึ่งออกเดียวกับ え)

แต่ยังคงให้ใช้ "คำช่วย" ที่ออกเสียงว่า wa , e , o ด้วยอักษร は、へ、を แม้จะออกเสียงซ้ำกับอักษร わ、え、お ก็ตาม เพื่อให้เป็นไปตามธรรมเนียมปฏิบัติที่มีมาแต่เดิม

การบูรณาการตัวอักษรเพื่อให้มี 1 ตัว 1 เสียง ซึ่งไม่ซ้ำกัน จึงไม่สามารถทำได้อย่างสมบูรณ์ คือ ยังคงมีข้อยกเว้นบางอย่างเหลืออยู่

ปัจจุบัน「は」จะออกเสียงว่า ha ในกรณีทั่วๆไป ยกเว้นกรณีที่เป็นคำช่วย หรือในคำที่มีต้นกำเนิดในลักษณะที่ใช้ は เป็นคำช่วย จึงจะออกเสียงว่า wa เช่น


  • こんにちは (konnichiwa)
  • こんばんは (konbanwa)
  • あるいは (aruiwa)
  • または (matawa)
  • いずれは (izurewa)
  • もしくは (moshikuwa)
  • さては (satewa)
ส่วน「へ」จะออกเสียงว่า he ในกรณีทั่วๆไป เว้นแต่กรณีที่เป็นคำช่วย จึงจะออกเสียงว่า e

และ「を」ก็จะออกเสียงว่า o

Webmaster
11 สิงหาคม 2555



เรียนภาษาญี่ปุ่นด้วยตนเอง
website    facebook    youtube    E-mail

Copyright © J-Campus.com