สาระน่ารู้
วิธีออกเสียงในภาษาญี่ปุ่นให้ถูกต้อง [กระทู้แนะนำ]


สาระน่ารู้ และเรื่องดีๆ
>เสียงขุ่นนาสิก : か° き° く° け° こ° สุโก้ย หรือ สุโง่ย
>การบ้านกอด
>ซื้อ? ไม่ซื้อ?
>สัญญา 18 ข้อ ในการใช้ iPhone ระหว่างแม่กับลูกชาย
>25 เรื่องที่เสียใจในยามเสียชีวิต
>การใช้คำว่า ~ている และ ~てある
>ไม่เปิดพจนานุกรม ก็อ่านคันจิได้นะครับ
>มารยาทในการใช้บันไดเลื่อนของชาวญี่ปุ่นที่กำลังเปลี่ยนไป
>วิธีออกเสียง za, ji, zu, ze, zo
>ทำไมคำช่วย は จึงออกเสียงว่า wa
>เด็กหญิงซาดาโกะ กับนกกระเรียนพันตัว
>25 ข้อของหญิงขี้เหร่
>ทำไมคันจิของญี่ปุ่นจึงมีเสียง onyomi หลายเสียง
>55 เรื่องที่ชาวญี่ปุ่นอยากทำก่อนที่พ่อแม่จะเสียชีวิต
>サーカスの象 : ช้างละครสัตว์
>Yubi ori : การนับนิ้วของคนญี่ปุ่น
>วันที่ 6 เดือน 6 อายุ 6 ขวบ : วันแห่งการเรียนศิลปะวิชาการ
>Amida kuji การจับฉลากในสไตล์ของชาวญี่ปุ่น
>เหตุผล 7 ข้อ ที่ชาวต่างชาติคิดว่าภาษาญี่ปุ่นยาก
>เหตุผล 5 ข้อ ที่ชาวต่างชาติคิดว่าภาษาญี่ปุ่นง่าย
>การจับปลาด้วยนกกาน้ำ (鵜飼い : ukai)
>การกล่าวขอโทษด้วยคำว่า sumimasen และ gomennasai
>ธงปลาคาร์ฟ (Koi Nobori) และประเพณีในวันของเด็กผู้ชาย
>กฎหมายเมาแล้วขับ : แค่นั่งไปด้วยก็ติดคุก 3 ปี
>O hanami : เทศกาลชมดอกซากุระ
>มารยาทในการรับประทานอาหารญี่ปุ่น
>ปลาดุกยักษ์กับแผ่นดินไหว : ความเชื่อหรือความจริง
>"ตำนานลับ" ของเป็ดแมนดาริน
>Dango san kyoudai เพลงเด็กอนุบาลที่ขายดีกว่า AKB48 ถึง 2 เท่า
>การให้ช็อกโกแลตในวันวาเลนไทน์ของญี่ปุ่น
>วิธีออกเสียงในภาษาญี่ปุ่นให้ถูกต้อง [กระทู้แนะนำ]
>การทำงานร่วมกับคนญี่ปุ่นอย่างมีประสิทธิภาพ
>กว่าจะมาเป็นเนื้อวัวที่แพงที่สุดในโลก
>"แมลง" กับความเชื่อของคนญี่ปุ่น
>ชาวญี่ปุ่นเขาทำอะไรในวันขึ้นปีใหม่




วิธีออกเสียงในภาษาญี่ปุ่นให้ถูกต้อง [กระทู้แนะนำ]
โดย webmaster : อ่าน 25755 ครั้ง


เรื่องที่สำคัญมากในการเรียนภาษาญี่ปุ่น แต่มักจะถูกละเลย เนื่องจากไม่อยู่ในตำราเรียน ไม่อยู่ในข้อสอบวัดระดับ และอาจารย์ผู้สอนเองก็อาจไม่มีความชำนาญ คือ จะออกเสียงสูงต่ำในภาษาญี่ปุ่นอย่างไรให้ถูกต้อง

ในภาษาไทย ทุกคนทราบดีอยู่แล้วว่า มีเสียงสูงเสียงต่ำมากถึง 5 เสียง แต่ก็มีวรรณยุกต์เป็นเครื่องหมายกำกับ จึงทำให้การออกเสียงทำได้ไม่ยากนัก จะมีปัญหาก็เพียงแต่มีการแบ่งพยัญชนะออกเป็น 3 กลุ่ม คือ อักษรสูง อักษรกลาง และอักษรต่ำ ทำให้อักษรที่อยู่คนละกลุ่ม แม้จะใช้วรรณยุกต์เดียวกัน ก็อาจออกเสียงต่างกัน เช่น "ข้า" และ "ค้า" หรือแม้จะใช้วรรณยุกต์ต่างกัน ก็อาจออกเสียงเหมือนกันได้ เช่น "ข้า" และ "ค่า" เป็นต้น จึงจัดเป็นภาษาที่ออกเสียงได้ยากภาษาหนึ่ง

สำหรับภาษาญี่ปุ่น แม้จะมีเสียงสูงต่ำเพียงแค่ 2 เสียง คือ เสียงสูง และเสียงต่ำ แต่กลับเป็นภาษาที่ออกเสียงได้ยากยิ่งกว่า จึงไม่ต้องแปลกใจเลยว่า แม้จะมีชาวต่างชาติที่เรียนภาษาญี่ปุ่นอยู่เกือบ 4 ล้านคนทั่วโลก แต่คุณอาจจะไม่เคยพบกับชาวต่างชาติที่สามารถออกเสียงสูงต่ำในภาษาญี่ปุ่นได้อย่างถูกต้องสมบูรณ์เลย

ความยากในการออกเสียงสูงต่ำในภาษาญี่ปุ่น มีเหตุผลหลายประการ คือ
  • ไม่มีวรรณยุกต์หรือสัญลักษณ์แสดงการออกเสียง
    จึงไม่ทราบว่าจะออกเสียงสูงหรือต่ำอย่างไร ต้องอาศัยวิธีท่องจำคำศัพท์ซึ่งมีเป็นแสนๆคำ เพียงวิธีเดียวเท่านั้น

  • การนำคำศัพท์ตั้งแต่ 2 คำ มารวมกันเป็นคำใหม่ อาจออกเสียงต่างไปจากเดิม
    เช่น การออกเสียงคำว่า ko (เด็ก, ลูก) และ sakana (ปลา) ทีละคำ จะออกเสียงสูงต่ำ แตกต่างกับคำว่า kozakana (ลูกปลา) จึงจำเป็นต้องท่องจำกันเพิ่มมากขึ้นอีก

  • ภาษากลางและภาษาท้องถิ่น ออกเสียงสูงต่ำต่างกัน
    เช่น คำว่า ありがとう (arigatou : ขอบคุณ) ของคนโตเกียว โอซากา และนาโงยา จะออกเสียงสูงต่ำแตกต่างกันทั้ง 3 จังหวัด
    ดังนั้น แม้จะได้ยินจากปากของคนญี่ปุ่นเองก็ตาม ก็ไม่สามารถมั่นใจได้ว่า นั่นคือสำเนียงภาษากลางที่ถูกต้อง ที่ควรจดจำหรือไม่

  • คำบางคำ เช่น คำช่วย ไม่มีเสียงสูงต่ำเป็นของตนเอง แต่จะออกเสียงสูงต่ำ ตามคำศัพท์ที่นำไปใช้ร่วมด้วย
    ดังนั้น หากออกเสียงสูงต่ำของคำศัพท์ไม่ถูก ก็จะออกเสียงสูงต่ำของคำช่วยผิดไปด้วย

  • การออกเสียงสูงต่ำสลับที่กัน อาจทำให้ความหมายเปลี่ยนไป และเป็นเหตุให้เกิดความเข้าใจผิดในการสื่อสาร

จากเหตุผลดังกล่าวข้างต้น ชาวต่างชาติที่ถึงแม้จะศึกษาและใช้ชีวิตในประเทศญี่ปุ่นเป็นเวลานาน หรือแม้กระทั่งชาวญี่ปุ่นที่เคยชินกับการใช้ภาษาท้องถิ่นมาตั้งแต่เด็ก จึงมักจะมีปัญหาการออกเสียงในสำเนียงภาษากลางอย่างถูกต้อง


บทเรียนนี้ จะอธิบายวิธีการออกเสียงสูงต่ำในภาษาญี่ปุ่น (ภาษากลาง) โดยละเอียด ตลอดจนวิธีการใช้พจนานุกรมออนไลน์ เพื่อค้นหาเครื่องหมายแสดงตำแหน่งการออกเสียงสูงต่ำ เพื่อให้ผู้ที่สนใจ สามารถศึกษาและออกเสียงในภาษาญี่ปุ่นได้อย่างถูกต้องต่อไป


     การฝึกออกเสียง เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน ดังนั้น เนื้อหาในบทเรียนนี้จึงต้องบรรยายอย่างละเอียดตามไปด้วย จึงเป็นการยากที่จะอ่านรวดเดียวจบ และยากที่จะทำความเข้าใจโดยการอ่านผ่านๆ เพียงครั้งเดียว

    หากเริ่มรู้สึกสับสนเมื่อใด ขอให้หยุดพัก แล้วย้อนกลับไปอ่านทวนซ้ำใหม่อย่างช้าๆ เพราะนั่นคือ "เส้นทางลัด" ในการเรียนภาษาอย่างถูกต้อง



ข้อกำหนดในบทความนี้

เนื่องจากการสอนวิธีออกเสียง โดยการใช้ตัวหนังสือแต่เพียงอย่างเดียว มีข้อจำกัดหลายประการ ดังนั้น เพื่อให้ผู้อ่าน สามารถออกเสียงได้อย่างถูกต้องตรงกัน จึงจำเป็นต้องกำหนดกติกาในการเรียน ดังนี้
  1. เครื่องหมายขีดเส้นใต้ __
    • แทนการออกเสียงต่ำ โดยให้ออกเสียงเป็น "เสียงเอก"
    • ในบทเรียนนี้ จะใส่ "ไม้เอก" ในคำอ่านภาษาไทยทุกครั้ง แม้ว่าคำนั้นจะออกเป็นเสียงเอกอยู่แล้วก็ตาม

  2. เครื่องหมาย /   \
    • แทนการออกเสียงสูง โดยให้ออกเสียงเป็น "เสียงตรี"
    • ในบทเรียนนี้ จะใส่ "ไม้ตรี" ในคำอ่านภาษาไทยทุกครั้ง แม้ว่าคำนั้นจะออกเป็นเสียงตรีอยู่แล้วก็ตาม
เมื่อเข้าใจข้อกำหนดข้างต้นแล้ว ให้ทดลองออกเสียงตามตัวอย่าง ดังนี้
  • ki
    จะออกเสียงต่ำ คือ ขิ่ (เสียงเอก)
  • /ki\
    จะออกเสียงสูง คือ คิ๊ (เสียงตรี)
  • /ha\-shi
    จะออกเสียง "สูง-ต่ำ" คือ ฮ๊ะ-ฉิ่ (ตรี-เอก)
  • ha-/shi\
    จะออกเสียง "ต่ำ-สูง" คือ ห่ะ-ชิ๊ (เอก-ตรี)
  • /i\-no-chi
    จะออกเสียง "สูง-ต่ำ-ต่ำ" คือ อิ๊-โหน่ะ-จิ่ (ตรี-เอก-เอก)
  • o-/to\-me
    จะออกเสียง "ต่ำ-สูง-ต่ำ" คือ โอ่ะ-โต๊ะ-เหม่ะ (เอก-ตรี-เอก)
  • o-/to-ko\
    จะออกเสียง "ต่ำ-สูง-สูง" คือ โอ่ะ-โต๊ะ-โค๊ะ (เอก-ตรี-ตรี)

เมื่อคุ้นเคยกับสัญญลักษณ์แล้ว ลองฝึกออกเสียงคำต่อไปนี้

อ่ะ-เม๊ะ (ต่ำ-สูง)
a-/me\


อ๊ะ-เหม่ะ (สูง-ต่ำ)
/a\-me


โข่ะ-โด๊ะ-โม๊ะ (ต่ำ-สูง-สูง)
ko-/do-mo\

ค๊ะ-ร่ะ-สุ่ (สูง-ต่ำ-ต่ำ)
/ka\-ra-su


โข่ะ-เน๊ะ-โก่ะ (ต่ำ-สูง-ต่ำ)
ko-/ne\-ko


ส่ะ-ค๊ะ-น๊ะ (ต่ำ-สูง-สูง)
sa-/ka-na\

เฉลย : เมื่อฝึกอ่านเสร็จแล้ว ให้เลื่อนเม้าส์ไปวางอยู่เหนือภาพ จะปรากฏคำอ่านเป็นภาษาไทย ลองทดสอบดูว่า คุณเข้าใจสัญลักษณ์ และออกเสียงได้ถูกต้องทั้งหมดหรือไม่

คำแนะนำ : หากยังไม่เข้าใจวิธีอ่านสัญญลักษณ์ หรือยังออกเสียงผิด ขอแนะนำให้หยุดตรงนี้ แล้วย้อนกลับไปอ่านข้อกำหนดซ้ำใหม่ และฝึกจนสามารถออกเสียงได้อย่างถูกต้องเสียก่อน มิฉะนั้น หากยังอ่านบทเรียนต่อไปเรื่อยๆ จะทำให้สับสนมากยิ่งขึ้น


ความแตกต่างระหว่าง "พยางค์" กับ "จังหวะ"

"พยางค์" คือ ส่วนของคำพูดที่เปล่งเสียงออกมาแต่ละครั้ง ซึ่งจะเป็นเสียงสั้น เสียงยาว เสียงเปิด หรือเสียงปิด ก็ได้ เช่น คำว่า "โต๊ะ" "ปลา" "เพลีย" "เกลี้ยง" ถือเป็นคำ 1 พยางค์ทั้งสิ้น

แต่เนื่องจาก "พยางค์" แต่ละตัว มีความยาวในการเปล่งเสียงไม่เท่ากัน จึงไม่สามารถนำมาอ้างอิงตำแหน่งในการออกเสียงสูงเสียงต่ำได้

ดังนั้น ภาษาญี่ปุ่นจึงแบ่งพยางค์ออกเป็นส่วนที่เล็กลงไปอีก เรียกว่า 拍 (haku) หรือ モーラ (moura) ซึ่งในบทเรียนนี้จะเรียกว่า "จังหวะ"

"จังหวะ" ในบทเรียนนี้จึงหมายถึง การเปล่งเสียงแต่ละครั้ง ซึ่งมีความยาวที่เท่ากัน โดยมีข้อกำหนด ดังนี้
  • การออกเสียงอักษรฮิรางานะ 1 ตัว นับเป็น 1 จังหวะ
  • เสียงยาวให้นับเพิ่มอีก 1 จังหวะ
  • ん หรือ っ (ตัวเล็ก) นับเป็น 1 จังหวะ
  • อักษรตัวเล็กอื่นๆ ที่เป็นเสียงควบ ได้แก่ ゃ,ゅ,ょ,ぁ,ぃ,ぅ,ぇ,ぉ ไม่นับเป็นจังหวะ

    ตัวอย่าง เช่น
    • ちゃ (cha) เป็นคำ 1 จังหวะ
    • きん (ki-n) เป็นคำ 2 จังหวะ
    • かっぱ (ka-p-pa) เป็นคำ 3 จังหวะ
    • おおきい (o-o-ki-i) เป็นคำ 4 จังหวะ
    • チョコレート (cho-ko-re-e-to) เป็นคำ 5 จังหวะ
    • おまわりさん (o-ma-wa-ri-sa-n) เป็นคำ 6 จังหวะ เป็นต้น
การจะออกเสียงภาษาญี่ปุ่นให้ถูกต้อง จึงต้องออกเสียงให้มีความยาวครบตามจังหวะของคำนั้นๆด้วย

วิธีการฝึก ควรเริ่มจากการเคาะจังหวะพร้อมกับการออกเสียง เช่น เมื่อจะออกเสียงคำว่า かっぱ (ka-p-pa) ซึ่งมี 3 จังหวะ ก็ให้เคาะจังหวะ 3 ครั้ง พร้อมกับออกเสียงให้ครบ และตรงตามจังหวะนั้นๆ


หลักเกณฑ์การออกเสียงในภาษาญี่ปุ่น

การออกเสียงสูงเสียงต่ำ ในภาษาญี่ปุ่นมีหลักเกณฑ์ดังนี้
  • คำที่มีความยาวตั้งแต่ 2 จังหวะขึ้นไป จะเปลี่ยนจาก เสียงสูงเป็นเสียงต่ำ หรือเปลี่ยนจาก เสียงต่ำเป็นเสียงสูง ในจังหวะที่ 1 และ 2 เสมอ

  • หากในคำนั้น มีการเปลี่ยนจากเสียงสูงเป็นเสียงต่ำแล้ว จะไม่กลับขึ้นไปเป็นเสียงสูงอีก

จากหลักเกณฑ์ข้างต้น ภาษาญี่ปุ่นจึงแบ่งวิธีออกเสียงได้เป็น 2 วิธี ดังนี้

  1. เสียงเรียบ (平板式 : Heiban shiki)

    มีรูปแบบ คือ _| ̄ ̄ ̄
    กล่าวคือ จังหวะที่ 1 จะเป็นเสียงต่ำ จากนั้นจะเป็นเสียงสูงไปจนจบคำ รวมถึงคำช่วยที่ตามมาด้วย

    "เสียงเรียบ" จะแทนด้วยเครื่องหมาย [0] เช่น

    • [0] แปลว่า ใจ
      ออกเสียงต่ำ คือ ki
      แต่คำช่วยที่ตามมา จะเป็นเสียงสูง เช่น
      ki  /ga\ หรือ ki  /o\

    • きみ [0] แปลว่า เธอ
      ออกเสียงเป็น ki-/mi\
      คำช่วยที่ตามมา จะเป็นเสียงสูง เช่น
      ki-/mi\  /wa\ หรือ ki-/mi\  /mo\

    • わたし [0] แปลว่า ฉัน
      ออกเสียงเป็น wa-/ta-shi\
      คำช่วยที่ตามมา จะเป็นเสียงสูง เช่น
      wa-/ta-shi\  /wa\ หรือ wa-/ta-shi\  /to\

    • ともだち [0] แปลว่า เพื่อน
      ออกเสียงเป็น to-/mo-da-chi\
      คำช่วยที่ตามมา จะเป็นเสียงสูง เช่น
      to-/mo-dachi\  /wa\ หรือ to-/mo-da-chi\  /ga\

    หมายเหตุ เสียงสูงในแบบที่ 1 จะออกเสียงต่ำกว่าเสียงสูงในแบบที่ 2 เล็กน้อย
    แต่เพื่อความสะดวก ให้ถือเป็นเสียงสูงเหมือนกัน ก็ไม่ผิดเพี้ยนมากนัก

  2. เสียงขึ้นลง (起伏式 : Kifuku shiki)

    มีรูปแบบ คือ _| ̄ ̄|___
    กล่าวคือ จะมีการขึ้นเสียงสูง แล้วลดลงต่ำ รวมถึงคำช่วยที่ตามมาด้วย

    "เสียงขึ้นลง" จะแทนด้วยเครื่องหมาย [1] หรือ [2] หรือ [3] หรือ [4] .... เพื่อแสดงจังหวะสุดท้ายที่สิ้นสุดการออกเสียงสูง เช่น

    • [1] แปลว่า ต้นไม้
      ออกเสียงเป็น /ki\
      คำช่วยที่ตามมา จะเป็นเสียงต่ำ เช่น
      /ki\  ga หรือ /ki\  o

    • ぼく [1] แปลว่า ผม
      ออกเสียงเป็น /bo\-ku
      คำช่วยที่ตามมา จะเป็นเสียงต่ำ เช่น
      /bo\-ku  wa หรือ /bo\-ku  to

    • いし [2] แปลว่า ก้อนหิน
      ออกเสียงเป็น i-/shi\
      คำช่วยที่ตามมา จะเป็นเสียงต่ำ เช่น
      i-/shi\  o หรือ i-/shi\  ga

    • あなた [2] แปลว่า คุณ
      ออกเสียงเป็น a-/na\-ta
      คำช่วยที่ตามมา จะเป็นเสียงต่ำ เช่น
      a-/na\-ta  wa หรือ a-/na\-ta  to

    • あした [3] แปลว่า พรุ่งนี้
      ออกเสียงเป็น a-/shi-ta\
      คำช่วยที่ตามมา จะเป็นเสียงต่ำ เช่น
      a-/shi-ta\  wa

    • にほんじん [4] แปลว่า คนญี่ปุ่น
      ออกเสียงเป็น ni-/ho-n-ji\-n
      คำช่วยที่ตามมา จะเป็นเสียงต่ำ เช่น
      ni-/ho-n-ji\-n  wa หรือ ni-/ho-n-ji\-n  ga

  3. นอกจากนี้ คำศัพท์บางคำ อาจจะออกเสียงสูงต่ำได้มากกว่า 1 วิธี เช่น kuma (หมี) สามารถออกเสียงได้ 2 แบบ คือ
    kuma [1]/ku\-ma
    kuma [2]ku-/ma\
    แต่การออกเสียงแบบที่ 2 จะใช้บ่อยกว่า ดังนั้น ในพจนานุกรมจะแสดงเครื่องหมายเป็น くま[2][1]

เมื่อคุ้นเคยกับเครื่องหมาย [0], [1], [2], ... แล้ว ลองมาฝึกออกเสียงกันอีกครั้งหนึ่ง พร้อมกับคำช่วย ดังนี้

ha-/na\ /ga\
hana[0]  ga


ha-/na\ ga
hana[2]  ga


ka-/e-ru\ /ga\
kaeru[0]  ga

/ta\-nu-ki ga
tanuki[1]  ga


ji-/mu\-sho ga
jimusho[2]  ga


ko-/ko-ro\ ga หรือ ko-/ko\-ro ga
kokoro[3][2]  ga

เมื่อฝึกอ่านเสร็จแล้ว ก็ขอให้ตรวจสอบกับคำตอบด้วยวิธีเดิม

และเช่นเดิม คือ หากยังไม่เข้าใจ หรือยังอ่านออกเสียงผิดอยู่ ก็ขอให้หยุดตรงนี้ แล้วย้อนกลับไปอ่านหลักเกณฑ์การออกเสียงอีกหลายๆรอบ จนเข้าใจ

การเรียนภาษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการฝึกออกเสียง ไม่มีเส้นทางลัด ไม่มีประโยชน์ที่จะอ่านต่อไปเรื่อยๆ โดยที่ยังไม่เข้าใจในสิ่งที่ได้เรียนมานะครับ


พักยก

เมื่อมาถึงตรงนี้ คงพอจะสังเกตพบเทคนิคในการออกเสียงสูงต่ำของ คำช่วย แล้ว นั่นคือ
  • คำช่วย ที่ตามหลังคำเสียงเรียบ [0] จะออกเป็นเสียงสูง
  • คำช่วย ที่ตามหลังคำเสียงสูงต่ำ [1],[2]... จะออกเป็นเสียงต่ำ
ดังนั้น คำว่า は ในประโยค わたし は ... และ あなた は ... จึงออกเสียงต่างกัน คือ
  • わたし は ...   →   Wa-/ta-shi\   /wa\ ...
  • あなた は ...   →   A-/na\-ta   wa ...
แต่ในทางกลับกัน หากไม่เข้าใจหลักเกณฑ์นี้แล้ว การกล่าวประโยคสั้นๆง่ายๆ เพียงแค่ประโยคเดียว ก็อาจบอกได้ทันทีว่า คนผู้นั้นออกเสียงเป็นภาษากลางได้ถูกต้องหรือไม่

หากคุณเป็นอีกคนหนึ่งที่ออกเสียง は ในประโยค わたし は ... และ あなた は ... ผิด ขอให้ลองนึกย้อนกลับไปดูว่า เริ่มผิดตั้งแต่เมื่อไร

คำตอบของทุกคนคงจะเหมือนกันคือ ผิดตั้งแต่วันแรกที่เริ่มเรียนภาษาญี่ปุ่น และก็ไม่เคยทราบเลยว่า ตนเองออกเสียงผิดมาตลอด




คราวนี้มาลองฝึกออกเสียงให้ครบประโยค

  • [0] が 小さい[3] です
    ki ga chiisai desu
    ขี้ขลาด (หรือคิดเล็กคิดน้อย) ครับ/ค่ะ
    ki   /ga\   chi-/i-sa\-i   de-su

  • [1] が 小さい[3] です
    ki ga chiisai desu
    ต้นไม้เล็กครับ/ค่ะ
    /ki\   ga   chi-/i-sa\-i   de-su

2 ประโยคแรกนี้ เขียนโรมาจิเหมือนกัน แต่อ่านออกเสียงต่างกัน

  • [0] が 長い[2] です
    hashi ga nagai desu
    ขอบ(หรือปลาย) ยาวครับ/ค่ะ
    ha-/shi\   /ga\   na-/ga\-i   de-su

  • [1] が 長い[2] です
    hashi ga nagai desu
    ตะเกียบยาวครับ/ค่ะ
    /ha\-shi   ga   na-/ga\-i   de-su

  • [2] が 長い[2] です
    hashi ga nagai desu
    สะพานยาวครับ/ค่ะ
    ha-/shi\   ga   na-/ga\-i   de-su

3 ประโยคหลังนี้ ก็เขียนโรมาจิเหมือนกัน แต่ออกเสียงสูงต่ำไม่เหมือนกันเลย
ซึ่งนี่คือความยากในการออกเสียงภาษาญี่ปุ่นให้ถูกต้อง


แบบฝึกหัดสุดท้าย

เมื่อมาถึงตรงนี้ คงเข้าใจวิธีการออกเสียงสูงต่ำในภาษาญี่ปุ่นได้อย่างถูกต้องแล้ว และนี่คือแบบฝึกหัดสุดท้าย โดยขอให้ลองฝึกอ่านออกเสียงก่อน แล้วจึงเปิดดูคำตอบ
  • [0] は 医者[0] です
    Watashi wa isha desu
    ฉันเป็นหมอครับ/ค่ะ


  • あなた[2] は 歯医者[1] です
    Anata wa haisha desu
    คุณเป็นหมอฟันครับ/ค่ะ
     

  • [1] の お父さん[2] は イチゴ[0] が 好き[2] です
    Kare no otousan wa ichigo ga suki desu
    คุณพ่อของเขาชอบสตรอเบอรี่ครับ/ค่ะ
     

หากอ่านทั้ง 3 ประโยคนี้ได้อย่างถูกต้อง ก็หมายความว่า คุณเข้าใจวิธีการออกเสียงในภาษาญี่ปุ่นอย่างถูกต้องแล้ว เหลือเพียงแค่จดจำคำศัพท์ต่างๆ และฝึกฝนให้เคยชินเท่านั้น


การค้นหาเครื่องหมายแสดงเสียงสูงต่ำ จาก Dic online

ปัจจุบัน มี Dic online หลายแห่ง ที่สามารถค้นหาคำศัพท์ญี่ปุ่น ที่มีเครื่องหมายแสดงการออกเสียงไว้ด้วย

เว็บไซต์ที่ขอแนะนำคือ http://www.excite.co.jp/dictionary/japanese/ ซึ่งใช้ Dic 大辞林 (Daijirin) ของบริษัท 三省堂 (Sanseidou) มีคำศัพท์มากกว่า 2.3 แสนคำ แต่การค้นหา จะต้องคีย์ด้วยฮิรางานะ หรือคันจิ เท่านั้น จะคีย์ด้วยโรมาจิไม่ได้

Dic Daijirin เป็น Dic ที่มีส่วนแบ่งตลาดในญี่ปุ่น เป็นอันดับที่ 2 รองจาก Dic 広辞苑 (Koujien) แต่ Dic Koujien ปัจจุบันยังไม่มีบริการให้ค้นหาฟรีบนเว็บ ดังนั้น Dic Daijirin จึงเป็น Dic ที่เหมาะสมมากที่สุดในขณะนี้

Daijirin

ในช่องค้นหา จะเจอเมนู pulldown ให้เลือก 4 แบบ คือ
  • 前方一致
    คือ การค้นจากคำที่ส่วนแรกตรงกัน → เมนูนี้จะถูกตั้งเป็นค่า default
  • 完全一致
    ค้นเฉพาะคำที่ตรงกันจริงๆ → ถ้าใช้คล่อง ใช้บ่อย ก็ควรเลือกเมนูนี้เป็น default
  • 後方一致
    ค้นจากคำที่ส่วนหลังตรงกัน → คงไม่ค่อยมีโอกาสได้ใช้เท่าไร
  • 全文検索
    ค้นจากคำที่ตรงกับส่วนใดส่วนหนึ่งรวมถึงคำแปลด้วย → ไม่ควรเลือกเมนูนี้ เพราะจะเจอเยอะแยะไปหมด
หากต้องการเลือกเมนูที่ 2 คือ ค้นหาแบบตรงกันจริงๆ ให้เป็นหน้า default ก็ให้ add to favorites ที่หน้านี้แทน http://www.excite.co.jp/dictionary/japanese/?match=exact

นอกจากนี้ ในแถบเมนูสีดำด้านบน ยังมี tab สำหรับเลือกค้นหาได้อีก 5 ชนิด คือ 英和 (อังกฤษ-ญี่ปุ่น) 和英 (ญี่ปุ่น-อังกฤษ) 国語 (ญี่ปุ่น-ญี่ปุ่น) 中日 (จีน-ญี่ปุ่น) 日中 (ญี่ปุ่น-จีน) อีกด้วย แต่หากต้องการค้นหาเครื่องหมายในการออกเสียง จะต้องค้นหาจาก Dic ญี่ปุ่น-ญี่ปุ่น เท่านั้น

ในกรณีที่ค้นหา Dic ญี่ปุ่น-ญี่ปุ่น อาจพบเครื่องหมาย ▼ ซึ่งหมายความว่า เป็นตัวคันจิที่ไม่ถูกบัญญัติให้เป็นคันจิที่ใช้ในชีวิตประจำ (Jouyou kanji) และเครื่องหมาย ▽ ซึ่งหมายความว่า เป็นเสียงอ่านที่ไม่ถูกบัญญัติไว้ในคันจิที่ใช้ในชีวิตประจำ

เครื่องหมายแสดงเสียงสูงต่ำใน Dic online นี้ เป็นสำเนียงในภาษากลาง (共通語 : kyoutsuugo) เท่านั้น ไม่รวมถึงภาษาท้องถิ่น ภาษาเก่า ชื่อคน ชื่อสถานที่ หรือชื่ออื่นๆ ที่มีการออกเสียงเป็นการเฉพาะตัว และไม่รวมถึงเสียงที่เกิดจากการผสมคำศัพท์ 2 คำเข้าด้วยกัน อันอาจจะทำให้การออกเสียงสูงต่ำคลาดเคลื่อนไปด้วย


ก่อนจะจบ

คนไทยส่วนใหญ่ เมื่อออกเสียงคำศัพท์ต่างประเทศ มักจะใส่เสียงวรรณยุกต์เข้าไปโดยไม่รู้ตัว เช่น คำที่จบท้ายด้วยเสียงสระ (คำเสียงเปิด) มักจะใส่เสียงโท เข้าไปด้วย โดยไม่ได้ตั้งใจ เช่น โตโยต้า ฮอนด้า เกี๊ยวซ่า โอซาก้า คูโบต้า ยามาฮ่า โซนี่ โซโก้ เป็นต้น

แต่การออกเสียงตามวิธีที่คนไทยเคยชินนี้ ไม่ตรงกับสำเนียงในภาษาญี่ปุ่นเลย แม้แต่คำเดียว

ดังนั้น แม้ว่าจะเคยศึกษาภาษาญี่ปุ่นมานานเพียงใดก็ตาม แต่หากไม่ระมัดระวัง ก็มีโอกาสที่จะออกเสียงผิดพลาดได้ง่าย

การจะออกเสียงสูงต่ำได้อย่างถูกต้องในทุกสถานการณ์ นอกจากจำเป็นต้องอาศัยการฝึกฝน จดจำแล้ว ยังจะต้องมีสมาธิ ควบคุมสติ ไม่ให้ออกเสียงไปด้วยความเผลอเรอ ด้วยสำเนียงผิดๆ ที่อาจจะติดปากจนเคยชินอีกด้วย

การกำหนดให้ออกเสียงต่ำเป็นเสียงเอก และออกเสียงสูงเป็นเสียงตรี ตามหลักเกณฑ์ในบทเรียนนี้ เป็นหลักเกณฑ์ที่กระชับ จดจำได้ง่าย ซึ่งถึงแม้ว่าอาจจะมีบางกรณีที่ออกเสียงไม่ตรงไปบ้าง แต่ก็จะผิดเพี้ยนไปไม่มากนัก จึงสามารถนำไปใช้เป็นหลักเกณฑ์พื้นฐาน สำหรับผู้ที่กำลังศึกษาภาษาญี่ปุ่น ให้ออกเสียงได้อย่างถูกต้องต่อไปได้เป็นอย่างดี

หากผู้อ่านท่านใดคิดว่า บทเรียนนี้เป็นประโยชน์ต่อผู้ที่กำลังศึกษาภาษาญี่ปุ่น และจะช่วยเผยแพร่ต่อไป ก็จะได้รับความขอบคุณจากผู้เขียนอย่างสูง

Webmaster
11 กุมภาพันธ์ 2555

おまけ : ของแถม
ท้ายที่สุดท้ายนี้ ขอนำตัวอย่างคำศัพท์ที่สะกดเหมือนกัน แต่ออกเสียงต่างกัน มาให้ทดลองฝึกอ่านและท่องจำ ดังนี้
1.ki [0]気 (ใจ)
ki [1]木 (ต้นไม้)
2.hi [0]日 (วัน)
hi [1]火 (ไฟ)
3.ha [0]葉 (ใบไม้)
ha [1]歯 (ฟัน) 刃 (ใบมีด)
4.ame [0]飴 (ลูกอม)
ame [1]雨 (ฝน)
5.kami [1]神 (พระเจ้า)
kami [2]紙 (กระดาษ) 髪 (ผม)
6.ishi [1]医師 (แพทย์) 意思 (ความตั้งใจ)
ishi[2]石 (ก้อนหิน)
7.hashi [0]端 (ขอบ, ปลาย)
hashi [1]箸 (ตะเกียบ)
hashi [2]橋 (สะพาน)
8.sake [0]酒 (เหล้าสาเก)
sake [1]さけ (ปลาแซลมอน)
9.kaki [0]柿 (ลูกพลับ)
kaki [1]牡蠣 (หอยนางรม)
kaki [2]垣 (รั้ว, แนวพุ่มไม้)
10.kaeru [0]カエル (กบ), 変える (เปลี่ยน)
kaeru [1]帰る (กลับ)
11.chiri [0][2]ちり (ฝุ่น)
chiri [1]地理 (ภูมิศาสตร์)
12.itai [0]遺体 (ศพ), 異体 (สิ่งแปลกปลอม)
itai [2]痛い (เจ็บ)
13.momo [0]桃 (ลูกพีช)
momo [1]もも (ต้นขา)
14.mushi [0]虫 (แมลง)
mushi [1]無視 (ไม่สนใจ)
mushi [2]蒸し (การนึ่ง, ของนึ่ง)
15.ichi [1]位置 (ตำแหน่ง)
ichi [2]一 (หนึ่ง)
- - - - - - - - - - - - - -

เรียนภาษาญี่ปุ่นด้วยตนเอง
website    facebook    youtube    E-mail

Copyright © J-Campus.com