สาระน่ารู้
"แมลง" กับความเชื่อของคนญี่ปุ่น


สาระน่ารู้ และเรื่องดีๆ
>เสียงขุ่นนาสิก : か° き° く° け° こ° สุโก้ย หรือ สุโง่ย
>การบ้านกอด
>ซื้อ? ไม่ซื้อ?
>สัญญา 18 ข้อ ในการใช้ iPhone ระหว่างแม่กับลูกชาย
>25 เรื่องที่เสียใจในยามเสียชีวิต
>การใช้คำว่า ~ている และ ~てある
>ไม่เปิดพจนานุกรม ก็อ่านคันจิได้นะครับ
>มารยาทในการใช้บันไดเลื่อนของชาวญี่ปุ่นที่กำลังเปลี่ยนไป
>วิธีออกเสียง za, ji, zu, ze, zo
>ทำไมคำช่วย は จึงออกเสียงว่า wa
>เด็กหญิงซาดาโกะ กับนกกระเรียนพันตัว
>25 ข้อของหญิงขี้เหร่
>ทำไมคันจิของญี่ปุ่นจึงมีเสียง onyomi หลายเสียง
>55 เรื่องที่ชาวญี่ปุ่นอยากทำก่อนที่พ่อแม่จะเสียชีวิต
>サーカスの象 : ช้างละครสัตว์
>Yubi ori : การนับนิ้วของคนญี่ปุ่น
>วันที่ 6 เดือน 6 อายุ 6 ขวบ : วันแห่งการเรียนศิลปะวิชาการ
>Amida kuji การจับฉลากในสไตล์ของชาวญี่ปุ่น
>เหตุผล 7 ข้อ ที่ชาวต่างชาติคิดว่าภาษาญี่ปุ่นยาก
>เหตุผล 5 ข้อ ที่ชาวต่างชาติคิดว่าภาษาญี่ปุ่นง่าย
>การจับปลาด้วยนกกาน้ำ (鵜飼い : ukai)
>การกล่าวขอโทษด้วยคำว่า sumimasen และ gomennasai
>ธงปลาคาร์ฟ (Koi Nobori) และประเพณีในวันของเด็กผู้ชาย
>กฎหมายเมาแล้วขับ : แค่นั่งไปด้วยก็ติดคุก 3 ปี
>O hanami : เทศกาลชมดอกซากุระ
>มารยาทในการรับประทานอาหารญี่ปุ่น
>ปลาดุกยักษ์กับแผ่นดินไหว : ความเชื่อหรือความจริง
>"ตำนานลับ" ของเป็ดแมนดาริน
>Dango san kyoudai เพลงเด็กอนุบาลที่ขายดีกว่า AKB48 ถึง 2 เท่า
>การให้ช็อกโกแลตในวันวาเลนไทน์ของญี่ปุ่น
>วิธีออกเสียงในภาษาญี่ปุ่นให้ถูกต้อง [กระทู้แนะนำ]
>การทำงานร่วมกับคนญี่ปุ่นอย่างมีประสิทธิภาพ
>กว่าจะมาเป็นเนื้อวัวที่แพงที่สุดในโลก
>"แมลง" กับความเชื่อของคนญี่ปุ่น
>ชาวญี่ปุ่นเขาทำอะไรในวันขึ้นปีใหม่




"แมลง" กับความเชื่อของคนญี่ปุ่น
อ่าน 24952 ครั้ง
Ookuwagata เมื่อพูดถึงคำว่า mushi (虫) ชาวต่างชาติที่เคยเรียนภาษาญี่ปุ่นทุกคน คงจะนึกถึงคำว่า "แมลง" ขึ้นมาในทันที

และเมื่อพูดถึงคำว่า Mushi King หรือราชันย์แห่งแมลง หลายต่อหลายคนก็คงนึกถึงภาพยนต์การ์ตูน หรือเกมการ์ด หรือเกมส์อิเล็กทรอนิกส์ ที่เกี่ยวกับการพิทักษ์ป่า หรือการต่อสู้ของแมลงปีกแข็ง โดยมีด้วงกว่างเป็นพระเอก

Kabutomushi ชาวญี่ปุ่นมีคุ้นเคยกับแมลงเป็นอย่างมาก ในอดีตเมื่อหลายสิบปีก่อน งานอดิเรกและการใช้เวลาอย่างเพลิดเพลินในช่วงปิดเทอมในฤดูร้อนของเด็กนักเรียนญี่ปุ่น ก็คงหนีไม่พ้นการจับ สะสม เลี้ยง และศึกษาวงจรชีวิตของแมลง นั่นเอง

ในพจนานุกรมญี่ปุ่น คำว่า mushi นอกจากจะแปลว่า "แมลง" หรือ "แมลงปีกแข็ง" แล้ว ยังมีความหมายว่า "สิ่งที่อาศัยอยู่ในร่างกายมนุษย์ ซึ่งเชื่อว่ามีความสามารถอย่างอัศจรรย์ในการควบคุมอารมณ์และจิตใจของมนุษย์ โดยจะเปลี่ยนตำแหน่งที่อาศัยในร่างกายของบุคคลนั้นเป็นครั้งคราว" อีกด้วย

Konchuu mushi ที่ว่านี้ เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดเสียงท้องร้องเมื่อยามหิว และจะเงียบเสียงลงเมื่อให้อาหาร และยามใดที่ mushi ที่ว่านี้ เคลื่อนย้ายตัว ก็จะทำให้มนุษย์เกิดความรู้สึกพะอืดพะอม และอาจจะอาเจียนออกมาเป็นของเหลวที่มีรสเปรี้ยวซึ่งเป็นสารที่ปล่อยออกมาจาก mushi ที่ว่านั้น

mushi ดังกล่าว จึงไม่ใช่ "แมลง" ตามความหมายที่เข้าใจกันโดยทั่วไป แต่เป็น "สัตว์"? อีกชนิดหนึ่ง ที่จะนำมาเล่าสู่กันฟังในครั้งนี้

◆◇◆◇◆◇◆◇◆◇◆◇◆◇◆◇◆◇◆◇

Sanshi ในสมัยเฮอัน 平安 คือเมื่อประมาณ 1000 ปีก่อน ชาวญี่ปุ่นได้รับอิทธิพลความเชื่อตามลัทธิเต๋า เกี่ยวกับการมีสุขภาพแข็งแรงและอายุยืนยาวว่า ในร่างกายของมนุษย์มีพยาธิอยู่ในตัวตั้งแต่เกิด 3 ตัว (sanshi no mushi) ประกอบด้วยพยาธิตัวบน อยู่ในรูปนักพรต อาศัยอยู่ที่ศีรษะ พยาธิตัวกลาง อยู่ในรูปสัตว์ อาศัยอยู่ที่ลำตัว และพยาธิตัวล่าง อยู่ในรูปศีรษะวัว อาศัยอยู่ที่ขา พยาธทั้ง 3 ตัว มีความยาวประมาณ 6 ซม. จะอาศัยอยู่ในร่างกายของมนุษย์เพื่อทำหน้าที่เฝ้าดูพฤติกรรมการกระทำความชั่วของมนุษย์ผู้นั้น

เมื่อถึงคืนวัน Kanoe saru (庚申) หรือวันเกิงเซิน (นักษัตรลิง ธาตุทอง) ซึ่งจะเวียนมาครบรอบทุกๆ 60 วัน พยาธิทั้ง 3 ตัวก็จะออกจากร่างในขณะที่มนุษย์ผู้นั้นนอนหลับ และขึ้นไปยังสวรรค์เพื่อรายงานต่อพญายมราชให้ทราบถึงการการกระทำกรรมชั่วของมนุษย์ผู้นั้น

Emma Daiou พญายมราชก็จะมีบัญชาให้มนุษย์ผู้นั้นมีอายุขัยสั้นลงตามความผิด และเมื่อบันทึกความผิดครบ 500 ข้อ มนุษย์ผู้นั้นก็จะต้องจบสิ้นชีวิต และตกนรกเพื่อชดใช้กรรม ตามความผิดที่พยาธิได้รายงานไว้นั้น

ดังนั้น เมื่อถึงค่ำคืนในวัน Kanoe saru ชาวบ้านจะรวมตัวกันจัดงานเลี้ยงฉลองเพื่อสักการะเทพเจ้า พร้อมทั้งปฏิบัติตนให้บริสุทธิ์ผุดผ่อง ไม่หลับไม่นอนตลอดทั้งคืน เพื่อไม่ให้พยาธิทั้ง 3 ได้มีโอกาสออกจากร่างไป

koushintou งานเลี้ยงฉลองนี้ จะจัดขึ้นทุกๆ 60 วัน เมื่อวัน Kanoe saru เวียนมาบรรจบครบรอบ และเมื่อจัดต่อเนื่องครบ 18 ครั้ง รวมเป็นเวลา 3 ปี ชาวบ้านก็จะสร้างหลักศิลา โดยผสมผสานเข้ากับความเชื่อที่มีอยู่เดิมตามศาสนาพุทธ และนิกายชินโต หรือสร้างเนินดินไว้ที่ชายขอบหมู่บ้าน เพื่อแกะสลักหรือประดิษฐานเทวรูปที่เชื่อกันว่ามีอิทธิฤทธิ์ในการปัดเป่าโรคภัยไข้เจ็บ พร้อมกับแกะสลักรูปลิง 3 ตัว (ไม่ดู ไม่พูด ไม่ฟัง) ไว้ที่ป้ายศิลานั้นด้วย

เมื่อเข้าสู่สมัยเอโดะ คือเมื่อประมาณ 500 ปีก่อน ความเชื่อเรื่องพยาธิในร่างกายมนุษย์ตามลัทธิเต๋าและการแพทย์แผนจีน แผ่ครอบคลุมไปทั่วทั้งประเทศญี่ปุ่น โดยได้เพิ่มพยาธิขึ้น 9 ชนิด (Sanshi kuchuu) ซึ่งพยาธิทั้ง 9 ชนิดที่เพิ่มขึ้นนั้น ประกอบด้วย

  • Fukuchuu (伏虫)
    mushi6 เป็นตัวหัวหน้าของพยาธิทั้งหมด มีความยาวประมาณ 12 ซม.

  • Kaichuu (蛔虫)
    มีความยาวประมาณ 30.3 ซม. เมื่อเคลื่อนไหวจะสำรอกน้ำออกมา และเมื่อสำแดงอาการจะทำให้หัวใจเจ็บปวด ซึ่งหากเจาะไชหัวใจ ก็จะทำให้เสียชีวิต

  • Subaku (寸白)
    มีความยาวประมาณ 3 ซม. เมื่อเคลื่อนไหวจะทำให้มีอาการเจ็บท้องและลำไส้ และจะสำรอกน้ำ ซึ่งให้เกิดอาการคลื่นไส้อาเจียน หรือเกิดอารมณ์เกลียดและหายเกลียด ซึ่งถ้าเจาะไชหัวใจ ก็จะทำให้ถึงแก่ความตายเช่นกัน

  • Nikuchuu (肉虫)
    มีสภาพคล้ายลูกท้อเน่า เป็นตัวทำให้เกิดความกลัดกลุ้มใจ

  • Haichuu (肺虫)
    mushi5 คล้ายกับตัวไหม ทำให้เกิดเสมหะ

  • ichuu (胃虫)
    คล้ายกับกบ ทำให้อาหารไหลย้อน หรืออาการสะอึก

  • jakuchuu (弱虫)
    คล้ายกับเล็บ ซึ่งจะสำรอกน้ำลายออกมาเป็นจำนวนมาก

  • Sekichuu (赤虫)
    คล้ายกับเนื้อสด ทำให้ท้องร้อง

  • Gyuuchuu (蟯虫)
    คล้ายกับหนอนผักตัวเล็กๆ ทำให้เกิดโรคผิวหนัง เช่น หิด น้ำกัดเท้า ริดสีดวง และแผลเน่าเปื่อย

mushi ซึ่งแน่นอนว่าในยุคสมัยนั้น มนุษย์ยังไม่มีความเชี่ยวชาญด้านการแพทย์ ทั้งในเรื่องชีววิทยาและจิตวิทยาเช่นเดียวกับปัจจุบัน ดังนั้น ความเชื่อเรื่องพยาธิ 9 ตัวในร่างกาย จึงเป็นสิ่งเดียวที่สามารถอธิบายเรื่องเกี่ยวกับอาการผิดปกติ ทั้งในด้านอารมณ์ ความรู้สึก และในด้านสภาพร่างกายและจิตใจได้ดีที่สุด

เช่น การที่ท้องร้องในยามหิว ก็สามารถอธิบายได้ว่าเป็นเสียงร้องของพยาธิที่อยู่ในกระเพาะ หรือแม้กระทั่งกรดในกระเพาะ ก็คือสิ่งที่ถูกปล่อยออกมาจากตัวพยาธิเช่นกัน

ดังนั้น จึงเรียกอาหารว่างหรือของขบเคี้ยวที่ทานตอนที่ท้องว่าง ว่า Mushi osae (ของห้ามพยาธิ) หรือ Mushi yashinai (ของเลี้ยงพยาธิ)

ชาวญี่ปุ่นในยุคสมัยนั้น มีความเชื่อว่า พยาธิทั้ง 9 ชนิดนี้ เป็นต้นเหตุของความเจ็บป่วย และความผิดปกติทางความคิด และสติอารมณ์ของบุคคลผู้นั้น และกลายเป็นสำนวนต่างๆที่ใช้อยู่ในชีวิตประจำวันมาจนถึงทุกวันนี้

mushi4 สำนวนที่เกี่ยวกับพยาธิ ซึ่งยังคงใช้อยู่ในปัจจุบัน มีมากมายหลายสำนวน อาทิเช่น
  • Mushi ga au : 虫が合う
    พยาธิเข้ากันได้
    หมายถึงการมีความรู้สึกหรือความคิดเข้ากันได้กับฝ่ายตรงข้ามอย่างพอดิบพอดี

  • Mushi ga aru : 虫がある
    มีพยาธิ
    หมายถึงการมีความภูมิใจและมีศักดิ์ศรีในความเป็นคน

  • Mushi ga ii : 虫が良い หรือ Mushi no ii :虫の良い
    พยาธิดี (พยาธิชอบ)
    หมายถึง การทำตามอำเภอใจ หรือทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อตนเองเป็นหลัก โดยไม่คำนึงถึงความเสียหายหรือผลกระทบต่อผู้อื่น

  • Mushi ga sukanai : 虫が好かない หรือ Mushi no sukanai : 虫の好かない หรือ Mushi ga kirau : 虫が嫌う
    พยาธิไม่ชอบ
    หมายถึงการไม่ชอบโดยไม่มีเหตุผล

  • Mushi ga osamaru : 虫が納まる
    พยาธิสงบ
    หมายถึง อาการโกรธเกลียดสงบลง เนื่องจากพยาธิสงบแล้ว

  • Mushi ga okiru : 虫が起きる หรือ Mushi o okosu : 虫を起こす
    mushi7 พยาธิตื่น
    หมายถึง การที่เด็กเกิดอาการปวดท้อง อารมณ์แปรปรวน ร้องไห้โยเยจากการที่พยาธิตื่น
    หรือการที่พยาธิถูกปลุกให้ตื่น จึงทำให้คนผู้นั้นทำในสิ่งเลวร้ายที่อาจไม่เคยทำมาก่อน

  • Mushi ga sawagu : 虫が騒ぐ
    พยาธิส่งเสียงร้อง
    หมายถึงการมีความต้องการสิ่งบางอย่าง เช่น อยากได้ อยากทาน เป็นต้น

  • Mushi ga kaburu : 虫が齧る หรือ Mushi ga kajiru : 虫が齧る
    พยาธิแทะ
    หมายถึงการปวดท้อง หรืออาการปวดคลอด เนื่องจากถูกพยาธิกัดแทะ

  • Mushi ga shiraseru : 虫が知らせる หรือ Mushi no shirase : 虫の知らせ
    พยาธิบอก
    หมายถึงการเกิดลางสังหรณ์เกี่ยวกับเหตุร้ายที่เกิดขึ้นในที่ห่างไกล หรือเหตุร้ายที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้

  • Mushi o korosu : 虫を殺す
    ฆ่าพยาธิ
    หมายถึงการอดกลั้นความโกรธหรือความไม่พอใจอย่างเต็มที่ โดยไม่แสดงออกให้เห็นทางวาจา สีหน้า หรือท่าทาง

  • Mushi no idokoro ga warui : 虫の居所が悪い หรือ Hara no mushi no idokoro ga warui : 腹の虫の居所が悪い
    ที่อยู่ของพยาธิไม่เป็นสุข หรือ ที่อยู่ของพยาธิในท้องไม่เป็นสุข
    หมายถึง การมีอารมณ์เสียหรือหงุดหงิดง่ายแม้กระทั่งเรื่องเล็กๆน้อยๆ ต้องให้พยาธิย้ายไปอยู่ที่เหมาะๆเสียก่อน จึงจะกลับมามีอารมณ์เป็นปกติตามเดิม

  • Hara no mushi ga osamaranai : 腹の虫が納まらない หรือ Hara no mushi ga shouchi shinai : 腹の虫が承知しない หรือ Mushi ga osamaranai : 虫が納まらない
    mushi3 พยาธิในท้องไม่สงบ หรือ พยาธิในท้องไม่ยอม หรือ พยาธิไม่สงบ
    หมายถึง การที่ไม่สามารถระงับความโกรธหรือไม่พึงพอใจต่อบุคคลหรือเหตุการณ์เฉพาะหน้านั้นได้

  • Hara no mushi ga naku : 腹の虫が鳴く
    พยาธิในท้องร้อง
    คือเสียงร้องตอนที่ท้องว่าง

  • Mushi no iki : 虫の息
    ลมหายใจของพยาธิ
    หมายถึงเหตุการณ์ในขณะที่ใกล้จะเสียชีวิต โดยมีลมหายใจขาดหายเป็นช่วงๆ เหลืออยู่แต่เพียงพยาธิในร่างกายที่ยังพอจะมีลมหายใจอยู่เท่านั้น
    หรือเปรียบเทียบกับอาการปางตายเหลือลมหายใจที่แผ่วเบาราวๆกับแมลงตัวเล็กๆเท่านั้น

  • Mushi zu ga hashiru : 虫酸が走る
    กรดพยาธิไหล
    เปรียบเทียบกับอารมณ์ขุ่นมัวชิงชังกับบุคคลหรือสถานการณ์ที่อยู่เฉพาะหน้า

  • Kan no mushi : 疳の虫
    พยาธิอ่อนไหว
    หมายถึงพยาธิในเด็กอ่อนที่ทำให้เด็กมีภาวะผิดปกติทางอารมณ์ เช่น กระสับกระส่าย วิตกกังวล ร้องไห้ทั้งวันทั้งคืน เป็นต้น

mushi1 นอกจาก mushi ที่หมายถึงพยาธิในร่างกายแล้ว ยังมี mushi ประเภทที่อยู่นอกร่างกายในความหมายของ "หนอน" หรือ "แมลง" ซึ่งใช้ในสำนวนในชีวิตประจำวันของคนญี่ปุ่นอีกมาก อาทิเช่น
  • Warui mushi ga tsuku : 悪い虫が付く
    แมลงเลวๆจะมาเกาะ
    เปรียบเทียบกับหญิงสาวที่ยังไม่ได้แต่งงาน ซึ่งหากไม่รีบแต่งงานเสีย ก็อาจจะมีชายที่ไม่พึงประสงค์เข้ามาเกาะแกะตอแยทำให้เป็นที่เดือดร้อน
    หรือเปรียบเทียบกับการคบหาสมาคมกับคนเลว ซึ่งจะทำให้พยาธิเลวๆติดตัวมาด้วย

  • Mushi mo korosanu : 虫も殺さぬ
    ไม่ฆ่าแม้กระทั่งแมลง
    เป็นคำเปรียบเทียบคำคนที่มีนิสัยอ่อนโยนนิ่มนวล

  • Issun no mushi ni mo gobu no tamashii : 一寸の虫にも五分の魂
    แมลงตัวน้อยก็ยังมีวิญญาณอยู่ครึ่งหนึ่ง
    หมายความว่า ไม่ว่าจะเป็นคนต่ำต้อยหรือสัตว์ตัวเล็กแค่ไหน ก็ยังมีกำลังและมีชีวิตเหมือนกัน
    โดยเล่าขานกันว่าเป็นคำพูดที่เกิดขึ้นในปลายยุคสมัยเอโดะ เพื่อใช้ตัดพ้อต่อว่าซามุไร (ซึ่งมีศักดิ์สูงกว่า) ที่ฆ่าชาวบ้าน (ซึ่งมีศักดิ์ต่ำกว่า) อย่างไม่สนใจไยดี โดยเปรียบเทียบว่า แม้ชีวิตของชาวบ้านจะต่ำต้อยเสมือนชีวิตของแมลงที่ไร้ค่า แต่ก็มีชีวิตจิตใจเช่นเดียวกัน

  • Shishi shinchuu no mushi : 獅子身中の虫
    mushi8 พยาธิในตัวราชสีห์
    หมายถึงคนในวงศ์ตระกูลที่นำความเดือดร้อนหรือพินาศย่อยยับมาให้
    ซึ่งเดิมทีหมายถึงสาวกในองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ปฏิบัติตนขัดต่อพระธรรมคำสอน และนำความเสื่อมเสียมาสู่พุทธศาสนา

  • Yowa mushi : 弱虫
    หนอนอ่อนแอ
    หมายถึงคนใจเสาะ คนขี้ขลาด

  • Naki mushi : 泣き虫
    หนอนร้องไห้
    หมายถึง คนขี้แย คนเจ้าน้ำตา

  • Jama mushi : 邪魔虫
    mushi9 แมงเกะกะ
    คือคนที่ทำตนเป็นก้างขวางคอ หรือชอบมายุ่งเกี่ยวกับเรื่องที่ผู้อื่นไม่ต้องการ

  • Ten tori mushi : 点取り虫
    แมงเก็บแต้ม
    เป็นคำเหน็บแนบคนที่มักสอบได้คะแนนดีๆอยู่เสมอ

  • Hon no mushi : 本の虫
    หนอนหนังสือ
    คือคนที่รักการอ่านหนังสือเป็นชีวิตจิตใจ หรือเชี่ยวชาญเกี่ยวกับหนังสือเป็นอย่างยิ่ง

  • Shigoto no mushi : 仕事の虫
    หนอนงาน
    คือคนที่รักการทำงานเป็นชีวิตจิตใจ หรือเชี่ยวชาญเกี่ยวกับอาชีพการงานเป็นอย่างยิ่ง

  • Kanekui mushi : かねくい虫
    แมงกินเงิน
    หมายถึงคนที่สุรุ่ยสุร่ายผลาญเงินทองของคนที่เลี้ยงดูอย่างมากมาย

  • ?? mushi : ?? 虫
    แมงโม้
    หมายถึงคนที่ชอบคุยโวโอ้อวดในสิ่งที่เกินความเป็นจริง ซึ่งยังไม่พบสาเหตุว่าเกิดจาก mushi ตัวไหน
    แต่ถ้าให้บัญญัติศัพท์ขึ้นมาในตอนนี้ ก็คงหนีไม่พ้นแมงที่ชื่อว่า Horafuki mushi : ほら吹き虫 นั่นเอง

mushi2 สรุปโดยรวม คงกล่าวได้ว่า คำว่า mushi ในภาษาญี่ปุ่น นอกจากจะหมายถึงแมลงชนิดต่างๆ ที่เรารู้จักกันดีแล้ว ยังมีความหมายอื่นซ่อนอยู่อีก

โดยเฉพาะการใช้ในสำนวนที่เกี่ยวกับอารมณ์หรือภาวะจิตใจ ในความหมายที่มีอาการไม่เป็นปกติ จะนำเอา mushi มาช่วยแบกรับความผิดนั้นไป โดยหลีกเลี่ยงการใช้คำพูดที่แสดงอารมณ์อย่างตรงไปตรงมา อันเป็นวัฒนธรรมทางภาษาของญี่ปุ่นในการเลือกใช้คำพูดที่อ้อมค้อมในเชิงเปรียบเปรย เพื่อให้เกียรติและไม่หักหาญน้ำใจฝ่่ายตรงข้ามนั่นเอง

やはり無視できません。皆さんもそう思いませんか。寒うぅ....

Webmaster
11 มกราคม 2555


เรียนภาษาญี่ปุ่นด้วยตนเอง
website    facebook    youtube    E-mail

Copyright © J-Campus.com