สาระน่ารู้
ชาวญี่ปุ่นเขาทำอะไรในวันขึ้นปีใหม่


สาระน่ารู้ และเรื่องดีๆ
>เสียงขุ่นนาสิก : か° き° く° け° こ° สุโก้ย หรือ สุโง่ย
>การบ้านกอด
>ซื้อ? ไม่ซื้อ?
>สัญญา 18 ข้อ ในการใช้ iPhone ระหว่างแม่กับลูกชาย
>25 เรื่องที่เสียใจในยามเสียชีวิต
>การใช้คำว่า ~ている และ ~てある
>ไม่เปิดพจนานุกรม ก็อ่านคันจิได้นะครับ
>มารยาทในการใช้บันไดเลื่อนของชาวญี่ปุ่นที่กำลังเปลี่ยนไป
>วิธีออกเสียง za, ji, zu, ze, zo
>ทำไมคำช่วย は จึงออกเสียงว่า wa
>เด็กหญิงซาดาโกะ กับนกกระเรียนพันตัว
>25 ข้อของหญิงขี้เหร่
>ทำไมคันจิของญี่ปุ่นจึงมีเสียง onyomi หลายเสียง
>55 เรื่องที่ชาวญี่ปุ่นอยากทำก่อนที่พ่อแม่จะเสียชีวิต
>サーカスの象 : ช้างละครสัตว์
>Yubi ori : การนับนิ้วของคนญี่ปุ่น
>วันที่ 6 เดือน 6 อายุ 6 ขวบ : วันแห่งการเรียนศิลปะวิชาการ
>Amida kuji การจับฉลากในสไตล์ของชาวญี่ปุ่น
>เหตุผล 7 ข้อ ที่ชาวต่างชาติคิดว่าภาษาญี่ปุ่นยาก
>เหตุผล 5 ข้อ ที่ชาวต่างชาติคิดว่าภาษาญี่ปุ่นง่าย
>การจับปลาด้วยนกกาน้ำ (鵜飼い : ukai)
>การกล่าวขอโทษด้วยคำว่า sumimasen และ gomennasai
>ธงปลาคาร์ฟ (Koi Nobori) และประเพณีในวันของเด็กผู้ชาย
>กฎหมายเมาแล้วขับ : แค่นั่งไปด้วยก็ติดคุก 3 ปี
>O hanami : เทศกาลชมดอกซากุระ
>มารยาทในการรับประทานอาหารญี่ปุ่น
>ปลาดุกยักษ์กับแผ่นดินไหว : ความเชื่อหรือความจริง
>"ตำนานลับ" ของเป็ดแมนดาริน
>Dango san kyoudai เพลงเด็กอนุบาลที่ขายดีกว่า AKB48 ถึง 2 เท่า
>การให้ช็อกโกแลตในวันวาเลนไทน์ของญี่ปุ่น
>วิธีออกเสียงในภาษาญี่ปุ่นให้ถูกต้อง [กระทู้แนะนำ]
>การทำงานร่วมกับคนญี่ปุ่นอย่างมีประสิทธิภาพ
>กว่าจะมาเป็นเนื้อวัวที่แพงที่สุดในโลก
>"แมลง" กับความเชื่อของคนญี่ปุ่น
>ชาวญี่ปุ่นเขาทำอะไรในวันขึ้นปีใหม่




ชาวญี่ปุ่นเขาทำอะไรในวันปีใหม่
อ่าน 25331 ครั้ง

ก่อนถึงวันที่ 1 มกราคม อันเป็นวันขึ้นปีใหม่ของทุกปี ชาวญี่ปุ่นส่วนใหญ่จะปฏิบัติตามประเพณีที่สืบทอดมาแต่โบราณ ซี่งแม้ว่าอาจจะมีความแตกต่างกันไปบ้างตามวัฒนธรรมในแต่ละท้องถิ่น แต่ประเพณีที่มักจะพบเห็นได้ในพื้นที่ส่วนใหญ่ทั่วประเทศญี่ปุ่นในช่วงเทศกาลวันขึ้นปีใหม่ ประกอบด้วย
  1. การประดับสิ่งสักการะพระเจ้า
  2. การทานอาหารสิริมงคลในเทศกาลปีใหม่ และ
  3. การไปนมัสการศาลเจ้า

1. การประดับสิ่งสักการะเทพเจ้า

ปกติจะกระทำให้เสร็จสิ้นภายในสิ้นปี ซึ่งประกอบด้วย
  • Kado matsu หรือ Matsu kazari
    kado matsu
    คือ ซุ้มสนสำหรับประดับที่ประตูรั้วบ้าน ซึ่งในสมัยโบราณจะสร้างจากไม้สนเป็นหลัก แต่ปัจจุบันนิยมทำจากไม้ไผ่ที่บากปลายแหลม ประดับด้วยใบสน ใบเฟิร์น ฟางข้าว และสิ่งมงคลต่างๆ ถือเป็นสิ่งสักการะที่มีราคาสูง โดยจะประดับเป็นคู่ ที่ด้านซ้ายและด้านขวาของประตูรั้ว หรือประตูทางเข้าบริษัท ห้างร้าน หรือบ้านของบุคคลที่มีฐานะดี

    shime kazariแต่สำหรับประชาชนคนธรรมดา จะประดับสิ่งสักการะที่มีราคาย่อมเยาว์และขนาดเล็กกว่า เรียกว่า Shime kazari หรือ Wa kazari จำนวน 1 ชิ้นแทน

    ชาวญี่ปุ่นมีความเชื่อว่า Kado matsu หรือ Matsu kazari จะขับไล่ความชั่วร้ายต่างๆ ไม่ให้เข้ามาในบ้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Kado matsu ที่ทำจากไม้ไผ่ อันถือเป็นไม้ศักดิ์สิทธิ์ในการอัญเชิญเทพเจ้าให้มาปัดเป่าเภทภัยทั้งปวง

    การประดับ Kado matsu จะประดับให้เสร็จสิ้นก่อนวันสิ้นปี แต่จะไม่ทำในวันที่ 29 และวันที่ 31 ธันวาคม เนื่องจากเลข 9 อ่านออกเสียงว่า ku ซึ่งพ้องเสียงกับคำว่า kurou ซึ่งแปลว่าความทุกข์ ส่วนวันที่ 31 ก็จะมีเวลากระชั้นเกินไป อันเป็นการแสดงความไม่เคารพต่อพระเจ้า ดังนั้น จึงมักจะประดับให้เสร็จในวันที่ 26, 27, 28 หรือ 30 ธันวาคม

  • Shime nawa หรือ Shime kazari
    shime nawa
    เป็นเชือกที่ถักจากฟางข้าว ใช้ในพิธีกรรมทางศาสนาเพื่อเป็นเส้นแบ่งเขตแดนสวรรค์อันเป็นที่สถิตย์ของเทพเจ้ากับโลกภายล่าง โดยจะปล่อยปลายเชือกฟางให้ห้อยลงเป็นจำนวน 3 หรือ 5 หรือ 7 เส้น

    ในวันขึ้นปีใหม่ ตามศาลเจ้าจะประดับ Shime nawa ขนาดใหญ่ ส่วนตามบ้านของชาวญี่ปุ่นก็จะประดับ Shime kazari ซึ่งมีขนาดเล็กย่อส่วนนี้ ไว้ที่ประตูทางเข้าเรือนหรือเหนือประตูเข้าเรือน เพื่อขับไล่สิ่งชั่วร้ายของปีเก่า และเป็นยันต์ป้องกันไม่ให้สิ่งชั่วร้ายต่างๆเข้ามาแผ้วพานในบริเวณบ้านพัก

    การประดับ Shime kazari นี้ ปกติจะประดับล่วงหน้าก่อนวันสิ้นปี เพื่อเป็นความหมายว่ามีการตระเตรียมเรียบร้อย พร้อมที่จะอัญเชิญเทพเจ้าให้ลงมาปัดเป่าความชั่วร้ายได้ตลอดเวลา

  • Kagami mochi
    kagami mochi
    เป็นแป้งโมจิที่ปั้นเป็นรูปทรงกลมแบนสำหรับสักการะเทพเจ้า ซึ่งนอกจากจะใช้ในเทศกาลวันขึ้นปีใหม่แล้ว ยังถือเป็นเครื่องสักการะเทพเจ้าในเทศกาลอื่นๆได้อีกด้วย

    คำว่า Kagami มีความหมายว่า กระจกส่องหน้า ซึ่งในอดีตจะมีรูปทรงกลม และถือว่าเป็นของที่มีฤทธิ์เดชอาคมสูง จึงสันนิษฐานว่า คำว่า Kagami mochi นี้ น่าจะมาจากการปั้นแป้งโมจิให้เป็นรูปทรงกลมแบนเช่นเดียวกับกระจกนั่นเอง

    ในวันขึ้นปีใหม่ ชาวญี่ปุ่นจะนำ Kagami mochi ขึ้นวางบนหิ้งเพื่อสักการะบูชาเทพเจ้า เพื่อขอพรให้มีอายุยืนยาว จากนั้นเมื่อถึงวันที่ 11 มกราคม อันเป็นวัน Kagami biraki ชาวญี่ปุ่นก็จะนำโมจิซึ่งแห้งแข็งนั้นลงจากหิ้ง จากนั้นใช้ค้อนทุบหรือใช้มือหักเป็นชิ้นเล็กๆ แต่จะต้องไม่ใช้มีดหั่น แล้วนำไปปรุงเป็นอาหารรับประทาน ตามความเชื่อว่าจะช่วยยืดอายุให้ยืนยาว


2. การรับประทานอาหารสิริมงคลในเทศกาลปีใหม่

osechi ryouri
Osechi ryouri

Osechi มีความหมายว่า "ช่วงที่เปลี่ยนฤดู" Osechi ryouri จึงหมายถึงอาหารที่จัดทำขึ้นเป็นพิเศษเพื่อสักการะเทพเจ้าในเทศกาลเปลี่ยนฤดู ซึ่งในสมัยเอโดะเคยกำหนดไว้ปีละ 5 ครั้ง และเมื่อเสร็จพิธี ชาวบ้านก็จะนำมาเลี้ยงฉลองและแบ่งปันกันทาน

แต่ปัจจุบัน Osechi ryouri จะหมายถึงอาหารที่ชาวญี่ปุ่นจัดทำขึ้นเพื่อรับประทานกันภายในครอบครัวในช่วงเทศกาลวันปีใหม่เท่านั้น ตามความเชื่อแต่โบราณว่าเป็นการต่ออายุให้ยืนยาวเช่นเดียวกับ Kagami mochi

ตามปกติ Osechi ryouri จะเป็นอาหารที่เก็บไว้ทานได้นานหลายวัน ตามความเชื่อที่ว่าในช่วงที่อัญเชิญเทพเจ้ามารับเครื่องเซ่นไหว้สักการะนี้ ไม่ควรเข้าครัวเพื่อทำอาหารให้เป็นที่อึกทึกครึกโครม และอีกอย่างหนึ่งคือ เพื่อให้แม่บ้านได้มีเวลาหยุดพักอย่างน้อยที่สุดก็ประมาณ 3 วัน หลังจากที่ได้เหน็ดเหนื่อยจากการทำอาหารมาตลอดทั้งปี

Osechi ryouri จะประกอบด้วยอาหารหลายชนิด แต่จะต้องมีอาหารหลัก 3 ชนิด อันเป็นของพื้นบ้าน ซึ่งกำหนดมาตั้งแต่สมัยตระกูล Tokugawa ปกครองประเทศ เพื่อไม่ให้ประชาชนใช้ชีวิตที่ฟุ้งเฟื้อเกินไป นั่นก็คือ ถั่วดำเชื่อม ไข่ปลาเฮอริงหมักเกลือ และลูกปลาซาร์ดีนตากแห้ง แต่ในเขตคันไซ คือแถบเมืองเกียวโต และโอซากา จะกำหนดอาหารหลัก 3 ชนิด คือ ถั่วดำเชื่อม ไข่ปลาเฮอริงหมักเกลือ และรากหญ้าเบอร์ดอคปรุงรส

อาหารแต่ละชนิดที่จัดเป็น Osechi ryouri จะเป็นอาหารที่มีความหมายอันเป็นสิริมงคลตามความเชื่อของชาวญี่ปุ่น คือ

  • Kuro mame หรือ ถั่วดำ
    mame นอกจากจะแปลว่า "ถั่ว" แล้ว ยังเป็นคำพ้องเสียงที่มีความหมายว่า "ร่างกายแข็งแรง" หรือ "สุขภาพดี" อีกด้วย จึงมีความหมายเป็นสิริมงคล ในการปรุงอาหาร จะนำถั่วดำไปต้มหวานและเคี่ยวจนน้ำแห้ง

  • Kazu no ko หรือ ไข่ปลาเฮอริง
    ปลาเฮอริงเป็นปลาที่วางไข่เป็นจำนวนมาก มีความหมายเป็นมงคลในการมีบุตรหลานสืบตระกูลต่อไป โดยจะนำไข่ปลาที่หมักเกลือ ไปแช่น้ำให้คลายความเค็ม และหมักในน้ำต้มเนื้อปลาทูน่าแห้ง เพื่อเพิ่มรสชาติ หรือบางครั้งก็จะรับประทานในสภาพหมักเกลือโดยตรง

  • Gomame หรือ ลูกปลาซาร์ดีนตากแห้ง
    ซึ่งเขียนด้วยตัวคันจิว่า 五万米 แปลตามตัวอักษร คือ ข้าว 5 หมื่น จึงถือเป็นสิ่งมงคลเพื่อขอพรให้เพาะปลูกพืชไร่ได้ผลอุดมสมบูรณ์ โดยลูกปลาตากแห้งนี้จะนำมาปรุงรสเค็มหวานด้วยน้ำตาลและโชยุ แล้วโรยงาเพื่อเพิ่มกลิ่นหอม

  • Tataki gobou หรือ รากหญ้าเบอร์ดอคทุบ
    หญ้าเบอร์ดอค เป็นพืชที่มีลำต้นสูง และมีรากปักตรงลึกลงไปในพื้นดิน จึงเป็นพืชที่มีรากฐานมั่นคงแข็งแรง ซึ่งนอกจากจะเป็นอาหารเพื่อสุขภาพแล้ว ยังเป็นสิ่งมงคลเพื่อขอให้ผลผลิตการเกษตรกรรมอุดมสมบูนณ์ มีชีวิตที่เข้มแข็งปราศจากโรคภัย และครอบครัวมีรากฐานที่มั่นคง ในการปรุงอาหาร จะนำรากของหญ้าเบอร์ดอคไปนึ่งและทุ่มให้นิ่ม จากนั้นจึงผ่าแบะออก ซึ่งถือเป็นเคล็ดเสมือนเป็นการ "เปิดโชค"

  • Ebi
  • Ebi หรือ กุ้ง
    เป็นอาหารมงคล เนื่องจากสภาพของกุ้งที่มีลำตัวงอ จึงเปรียบกับการขอให้มีอายุยืนยาวจนหลังคุ้มงอ

  • Kinton หรือ ก้อนทองคำ
    เป็นเนื้อเกาลัดนึ่งและบดผสมกับถั่วลันเตาบดและมันฝรั่งบด และปั้นเป็นลูกกลมๆ มีสีเหลืองสวย เปรียบเสมือนทองคำ อันเป็นสิริมงคลขอให้มีฐานะร่ำรวย

  • Kamaboko หรือ เนื้อปลาบดอัดแท่ง
    ซึ่งเมื่อหั่นเป็นแว่น รอบนอกก็จะเป็นสีแดง ส่วนเนื้อในจะเป็นสีขาว จึงเปรียบเสมือนพระอาทิตย์ ซึ่งเป็นมงคลในการฉลองวันขึ้นปีใหม่ และนอกจากนี้ สีแดงและสีขาวยังถือเป็นสีศักดิ์สิทธิ์ในการขับไล่ภูตผีปีศาจ และเป็นสีแห่งการเฉลิมฉลองอีกด้วย

  • Tai หรือ ปลาตะเพียนทะเล
    ซึ่งมีเสียงพ้องกับคำว่า Medetai ซึ่งมีความหมายว่า "ความสุข" อีกทั้งยังมีปลาตะเพียนทะเลยังมีสีแดง อันเป็นสีมงคล จึงเป็นสิ่งที่จะขาดเสียไม่ได้ในงานมงคลต่างๆ

  • Kobu maki หรือสาหร่ายม้วน
    Kobu หรือ Konbu คือสาหร่ายทะเล ซึ่งมีเสียงพ้องกับคำว่า Yorokobu ซึ่งแปลว่า "ยินดี" จึงเป็นอาหารมงคลเพื่อขอพรให้มีสุขภาพแข็งแรงและอายุมั่นขวัญยืน


3. การไปนมัสการศาลเจ้า

hatsu moude
Hatsu moude คือ การไปนมัสการศาลเจ้าในครั้งแรกของรอบปี ซึ่งตามปกติ ชาวญี่ปุ่นส่วนใหญ่จะไปนมัสการศาลเจ้าภายในวันที่ 3 มกราคม ของปีนั้นๆ เพื่อความเป็นศิริมงคลและให้เทพเจ้าคุ้มครอง แต่ปัจจุบัน เนื่องจากการวัฒนธรรมการดำรงชีวิตเปลี่ยนแปลงไป คือ ชาวญี่ปุ่นจะเดินทางไปท่องเที่ยวต่างประเทศในวันหยุดช่วงวันขึ้นปีใหม่เพิ่มขึ้น การไปนมัสการศาลเจ้าครั้งแรกในรอบปี จึงชะลอไปถึงวันที่ 7 มกราคม หรือ 15 มกราคม ซึ่งเป็นวันที่ถอด Matsu kazari ออก ตามธรรมเนียมปฏิบัติของท้องถิ่นนั้นๆ

saisenbako เมื่อเดินทางไปถึงศาลเจ้า และอยู่หน้ากล่องถวายเงินซึ่งตั้งอยู่หน้าศาลเจ้า ชาวญี่ปุ่นมีธรรมเนียมในการสักการะและขอพรจากเทพเจ้า โดยแยกได้เป็น 6 ขั้นตอนตามลำดับ ดังนี้
  1. โยนเหรียญใส่กล่องถวายเงิน
    เป็นขั้นตอนเพื่ออัญเชิญเทพเจ้าที่สถิตย์อยู่บนโลกมนุษย์ให้มารับการสักการะ
  2. ลั่นกระดิ่ง
    ข้างหน้ากล่องถวายเงิน จะมีเชือกถักเส้นใหญ่ซึ่งมีกระดิ่งแขวนติดอยู่ ห้อยลงมาจากขื่อคานของศาลเจ้า ให้โยกเชือกดังกล่าวเพื่อลั่นกระดิ่ง อันเป็นขั้นตอนเพื่ออัญเชิญเทพเจ้าที่สถิตย์อยู่บนสรวงสวรรค์ให้ลงมาสู่โลกมนุษย์เพื่อรับการสักการะ
  3. โค้งคำนับ 2 ครั้ง
    เป็นขั้นตอนการสักการะเทพเจ้าจากฟ้าและดินที่ได้อัญเชิญมา
  4. พนมมือและขอพร
    ขัั้นตอนนี้ถือได้ว่า เป็นขั้นตอนและวัตถุประสงค์ที่สำคัญที่สุด ในการเดินทางมานมัสการที่ศาลเจ้า
    เมื่อสักการะเทพเจ้าที่อัญเชิญมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็ให้ขอพรจากเทพเจ้า ซึ่งคนส่วนใหญ่จะอธิษฐานขอพรในใจ แต่หากจะกล่าวขอพรออกมาเป็นคำพูดก็ไม่น่าจะผิดธรรมเนียมแต่อย่างใด แต่จะต้องอยู่ในอาการคารวะและสำรวม
    การขอพรจากเทพเจ้า ควรขอพรให้ชัดเจน ไม่ใช่ขอพรแบบกำกวมหรือเป็นนามธรรมเกินไป เช่น การขอพรว่า "ขอให้มีความสุข" ย่อมไม่ใช่วิธีการขอพรที่ดี เพราะเทพเจ้าเองก็อาจจะไม่ทราบว่า "ความสุข" ที่คุณหมายถึงนั้น คือความสุขในระดับใด
    ดังนั้น จึงไม่ต้องเหนียมอายที่จะขอพร แต่ควรขอพรอย่างชัดเจนตรงไปตรงมา เช่น "ขอให้ได้แต่งงานกับคุณ .... ที่ยืนอยู่ข้างๆ" หรือ "ขอให้สอบเข้ามหาวิทยาลัย ... ได้" เป็นต้น
  5. ปรบมือ 2 ครั้ง
    เป็นขั้นตอนแสดงความคารวะเทพเจ้าที่ได้มารับฟังสิ่งที่เราขอพร และขออัญเชิญให้กลับไปสถิตย์ยังที่เดิม
  6. โค้งคำนับ 1 ครั้ง
    เป็นการแสดงการคารวะต่อศาลเจ้าอันเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ทำให้มนุษย์สามารถติดต่อสื่อสารถึงเทพเจ้าได้

omikuji นอกจากนี้ ชาวญี่ปุ่นที่ไปนมัสการศาลเจ้าในวันขึ้นปีใหม่ มักจะนิยมเสี่ยงเซียมซี

ใบเซียมซีจะทำนายโชคไว้หลายระดับ ตั้งแต่ระดับ Dai kichi (โชคดีที่สุด) ไปจนถึงระดับ Dai kyou (โชคร้ายที่สุด) ซึ่งศาลเจ้าแต่ละแห่ง อาจจะแบ่งลำดับความโชคดีโชคร้ายนี้ไว้แตกต่างกัน เช่น แบ่งเป็น 5 ระดับ หรือ 7 ระดับ หรือ 12 ระดับ ก็มี

นอกจากนี้ ในใบเซียมซีจะทำนายถึงเรื่องอื่นๆ ได้แก่ สุขภาพ ชีวิตครอบครัว หน้าที่การงาน ทรัพย์สมบัติ ความรัก หรือการเดินทาง รวมอยู่ด้วย

ใบเซียมซีถือเป็นวาจาอันศักดิ์สิทธิ์จากพระเจ้า ควรจะต้องพกติดตัวตลอดเวลา เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจ ไม่ว่าคำทำนายนั้นจะออกมาดีหรือไม่ก็ตาม จากนั้นจึงค่อยนำมาคืน เมื่อย้อนกลับมานมัสการที่ศาลเจ้าอีกครั้งหนึ่งในภายหลัง หรือหากคำทำนายออกมาไม่ดี จะผูกทิ้งไว้ที่ศาลเจ้า โดยไม่นำติดตัวกลับไปก็ได้

แต่ในเทศกาลวันขึ้นปีใหม่ ศาลเจ้าบางแห่งก็อาจจะไม่ใส่ใบเซียมซีที่เป็นเรื่องโชคร้ายไว้ในกล่องเซียมซีนั้นก็ได้

ema นอกจากการเสี่ยงเซียมซีแล้ว ชาวญี่ปุ่นจะเขียนขอพรบนป้ายแผ่นไม้รูปทรงหลังคา เรียกว่า Ema และผูกติดไว้ที่ศาลเจ้า

hamaya และมักจะซื้อ Hamaya หรือธนูปราบมาร และเครื่องลางต่างๆ ซึ่งศาลเจ้าแต่ละแห่งจะจัดเตรียมไว้มากมายหลายชนิด เช่น เครื่องลางที่ขอให้เดินทางปลอดภัย ขอให้สอบได้ ขอให้สุขภาพแข็งแรง หรือขอให้คลอดบุตรปลอดภัย ฯลฯ กลับไปเพื่อเป็นสิริมงคลอีกด้วย


ประเพณีต่างๆ ข้างต้นในวันขึ้นปีใหม่ของชาวญี่ปุ่น ล้วนมีพื้นฐานจากความเชื่อแต่โบราณว่า เป็นวันที่จะอัญเชิญเทพเจ้าให้มาปัดเป่าความชั่วร้ายให้หมดไปจากชีวิต เพื่อต่ออายุและสุขขะพลานามัย ซึ่งประเพณีปฏิบัตินี้แม้ว่าปัจจุบันอาจจะเปลี่ยนแปลงไปจากอดีตกาลเมื่อหลายร้อยปีก่อนไปบ้าง แต่ก็ยังดำรงรักษาสืบเนื่องต่อมา และเป็นที่เชื่อว่า ชาวญี่ปุ่นจะยังคงรักษาประเพณีปฏิบัติเหล่านี้สืบต่อไปในอนาคต แม้ว่าอารยธรรมตะวันตกหรือเทคโนโลยีล้ำสมัยจะเข้ามามีอิทธิพลในชีวิตความเป็นอยู่ของชาวญี่ปุ่นมากขึ้นกว่านี้เพียงใดก็ตาม

Webmaster
31 ธันวาคม 2554


เรียนภาษาญี่ปุ่นด้วยตนเอง
website    facebook    youtube    E-mail

Copyright © J-Campus.com